(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Sunday, November 21, 2010

องค์ศีล ๑๐ สำหรับพิจารณาการละเมิดศีลต้องเข้าพร้อมทุกข้อจึงเป็นการละเมิด

องค์ศีล ๑๐ สำหรับพิจารณาการละเมิดศีลต้องเข้าพร้อมทุกข้อจึงเป็นการละเมิด


 

ศีลข้อ ๑ ปาณาติปาตา เวรมณี งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มีองค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะฆ่า

๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น


 

ศีลข้อ ๒ อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ มีองค์ ๕ คือ

๑. ปรปริคฺคหิตํ ของมีเจ้าของหวงแหน

๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้ว่ามีเจ้าของหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ จิตคิดจะลัก ( ทั้งโดยคิดลักเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นลักแทน )

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะลัก

๕. เตน หรณํ นำของมาด้วยความเพียรนั้น


 

ศีลข้อ ๓ อพรหมจริยา เวรมณี งดเว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ มีองค์ ๔ คือ

๑. อชฺฌาจรณียวตฺถุ วัตถุที่จะพึงประพฤติล่วง ( คือมรรคทั้ง ๓ )

๒. ตตฺถ เสวนจิตฺตํ จิตคิดจะเสพในวัตถุที่จะพึงล่วงนั้น

๓. เสวนปฺปโยโค พยายามเสพ

๔. สาทิยนํ มีความยินดี


 

ศีลข้อ ๔ มุสาวาทา เวรมณี งดเว้นจากการกล่าวเท็จ มีองค์ ๔ คือ

๑. อตถํ วตฺถุ เรื่องไม่จริง

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ จิตคิดจะพูดให้ผิด

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามพูดออกไป

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น


 

ศีลข้อ ๕ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีองค์ ๔ คือ

๑. มทนียํ ของทำให้เมามีสุราเป็นต้น

๒. ปาตุกมฺยตาจิตฺตํ จิตใคร่จะดื่ม

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามดื่ม

๔. ปีตปฺปเวสนํ ดื่มให้ไหลล่วงลำคอเข้าไป


 

ศีลข้อ ๖ วิกาลโภชนา เวรมณี งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล มีองค์ ๔ คือ

๑. วิกาโล เวลาตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนอรุณขึ้น

๒. ยาวกาลิกํ ของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์เข้าในอาหาร

๓. อชฺโฌหรณปฺปโยโค พยายามกลืนกิน

๔. เตน อชฺโฌหรณํ กลืนให้ล่วงลำคอเข้าไปด้วยความเพียรนั้น


 

ศีลข้อ ๗ นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนะ เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล มีองค์ ๓ คือ

๑. นจฺจาทีนิ การเล่นมีฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้น

๒. ทสฺสนตฺถาย คมนํ ไปเพื่อจะดูหรือฟัง

๓. ทสฺสนํ ดูหรือฟัง


 

ศีลข้อ ๘ มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการลูบทา ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทาอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว มีองค์ ๓ คือ

๑. มาลาทีนํ อญฺญตรตา เครื่องประดับตกแต่ง มีดอกไม้และของหอม เป็นต้น

๒. อนุญฺญาตการณาภาโว ไม่มีเหตุเจ็บไข้ เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต

๓. อลงฺกตภาโว ทัดทรงประดับตกแต่ง เป็นต้นด้วยจิตคิดจะประดับให้สวยงาม


 

ศีลข้อ ๙ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี งดเว้นจากการนั่งและการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ มีองค์ ๓ คือ

๑. อุจฺจาสยนมหาสยนํ ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๒. อุจฺจสยนมหาสยนสญฺญิตา รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๓. อภิสีทนํ วา อภิปชฺชนํ วา นั่งหรือนอนลง


 

ศีลข้อ 10 เว้นจากการรับเงินทอง

1. วัตถุเป็นเงินทองที่เขาให้ หรือเงินทองตกอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่มีเจ้าของหวงก็ดี

2. ถือเอาเพื่อประโยชน์ตนเอง

3. รับเองหรือให้เขารับ หรือเขาเก็บไว้ให้ยินดีเอา


 

จากคุณ    : aero.1

เขียนเมื่อ    : วันลอยกระทง 53 20:51:21

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9941846/Y9941846.html

Thursday, October 14, 2010

หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่

หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่ และคนไหนเป็นกัลยาณมิตรสำหรับท่านหรือไม่แล้ว จขกท ก็ขอแนะนำ องค์คุณของกัลญาณมิตร หลัก ๖ ประการที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการตรัสสอน และองค์แห่งพระธรรมกถึก ๕ ประการที่จำเป็นสำหรับผู้แสดงธรรม (จากเนื้อหาในหน้า ๒๐๓, ๒๑๑ และ ๒๒๑ ของหนังสือ "รู้หลักก่อนแล้วศึกษา และสอนให้ได้ผล" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)) ดังต่อไปนี้นะครับ

"... องค์คุณของกัลยาณมิตร ซึ่งมี ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

๑ ปิโย – น่ารัก (ในฐานเป็นที่วางใจและรู้สึกสนิทสนม)

๒ ครุ – น่าเคารพ (ในฐานให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ และปลอดภัย)

๓ ภาวนีโย – น่ายกย่อง (ในฐานทรงคุณ คือ ความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง)

๔ วัตตา – รู้จักพูด (คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี)

๕ วจนักขโม – อดทนต่อถ้อยคำ (พร้อมที่จะรับฟังคำซักถามต่าง ๆ อยู่เสมอ และสามารถรับฟังได้ด้วยความอดทนไม่เบื่อ)

๖ คัมภีรัญจ กะถัง กัตตา – (กล่าวชี้แจงแถลงเรื่องต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งได้)

๗ โน จัฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย) ..."


 

"... พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ

๑ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๒ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๓ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส

๔ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๕ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๖ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส


 

ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็นกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที ..."


 

"... ขอนำพุทธพจน์แห่งหนึ่ง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรม เรียกกันว่า องค์แห่งพระธรรมกถึก มาแสดงไว้ ดังนี้

อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คือ

๑. เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ

๒. เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ

๓. เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา

๔. เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส

๕. เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ..."


 

ดังนี้แล้วทุกท่านก็สามารถพิจารณาได้ด้วยตนเองเลยครับว่าที่บอกว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น เป็นกันจริง ๆ หรือไม่?

หมายเหตุ เนื่องด้วยกระผมไม่สามารถทำเครื่องหมายจุดและวงกลมในตัวอักษรสำหรับคำบาลีบางคำลงมาในกระทู้นี้ได้ เพราะความด้อยสามารถทางด้านฟ้อนต์และเทคโนโลยีของกระผมเอง ดังนั้น กระผมจึงขอใช้คำตามเสียงอ่านในภาษาไทยแทนคำบาลีบางคำที่มีเครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งหากจะเกิดความคลาดเคลื่อนใด ๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เจตนาแล้ว กระผมกราบวันทาขออภัยต่อพระรัตนตรัย และพระอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ด้วยครับ ทั้งนี้ หากเพื่อน ๆ ท่านใดต้องการจะอ้างอิงคำสะกดบาลีที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ขอได้โปรดทำการตรวจสอบอีกครั้งนึงนะครับ เพราะคำสะกดบาลีบางคำที่ผมนำมาโพสในกระทู้นี้ ผมได้ใช้สะกดโดยใช้คำเสียงอ่านในภาษาไทยแทนครับ

จากคุณ    : ngodngam

เขียนเมื่อ    : 15 ต.ค. 53 01:12:50


 

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806237/Y9806237.html

หากท่านใดกำลังสงสัยว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม

หากท่านใดกำลังสงสัยว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่แล้ว จขกท ก็ขอแนะนำให้ลองศึกษาลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย ๘ และ ๗ จากหนังสือ "รู้หลักก่อนแล้วศึกษา และสอนให้ได้ผล" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) (จากหน้า ๓ – ๔ ของหนังสือ) นะครับ ดังต่อไปนี้

"... ลักษณะตัดสินธรรมวินัยนี้ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสไว้แก่ พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่า ธรรมหรือคำสอนอันใด เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่า ธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าวหรือประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นไปตามลักษณะ ๘ ประการต่อไปนี้ หรือไม่ คือ

๑ เป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายหายติด (สำนวนเก่าว่าคลายกำหนัด)

๒ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลาย การหลุดจากความทุกข์ ไม่ประกอบด้วยความทุกข์

๓ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส

๔ เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย

๕ เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ

๖ เป็นไปเพื่อปวิเวก ความสงัด

๗ เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การระดมความเพียร

๘ เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่าย

ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเป็นไปตามหลักนี้ เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ..."

".... ยังมีหลักธรรมคล้าย ๆ กันนี้ อีกหมวดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะมีความเป็นเลิศทางพระวินัย หรือเป็นประวินัยธร ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินธรรมวินัย แต่มี ๗ ประการและกล่าวความทำนองเดียวกันว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ

๑ เอกันตนิพพิทา เพื่อความหน่ายสิ้นเชิง

๒ เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด

๓ เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์

๔ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ

๕ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ

๖ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้

๗ เป็นไปเพื่อนิพพาน

รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ ก็ไม่ใช่ ..."

ดังนั้นแล้ว แต่ละท่านก็สามารถพิจารณาส่วนตัวท่านได้เองเลยครับว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้นเข้าหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่นะครับ

จากคุณ : ngodngam 
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806231/Y9806231.html

Thursday, October 7, 2010

ทำบุญแล้วได้อะไร

วันนี้มีโอกาสดูรายการพื้นที่ชีวิต ตอนวิถีพุทธและวิถีเซน โดยตอนนี้ของรายการพาไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศซึ่งคนจำนวนมากของประเทศบอกว่าตอนไม่มีศาสนา แต่ว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไปวัด(ที่ไม่มีพระประธานหรือ "พระตัวเป็นๆ")เพื่อทำบุญและขอพร

วรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล, พิธีกร, แสดงความเห็นว่าสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ทำไม่แตกต่างจากคนไทยหลายคนที่ไปวัดเพื่อทำบุญขอพรหรือเพื่อให้ตัวเองไปในอีกโลกหนึ่งที่ดีหลังจากสิ้นลมหายใจแล้ว

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ คนไทยกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นเรียกว่าตนเองเป็นกลุ่มไม่มีศาสนา

นอกจากจะเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของคน ๒ กลุ่มนี้แล้ว วรรณสิงห์ยังตั้งคำถามที่เขาเองสงสัยและผมคิดว่าหลายๆ คนคงสงสัยเช่นกันว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร?"

ผมจะไม่ขอแสดงความเห็นว่าทำบุญแล้วได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก และไม่แสดงความเห็นว่า "ทำบุญแล้วใจจะเป็นสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" แน่นอนว่าชาวพุทธเราได้ยินคำตอบเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน

สิ่งที่ผมจะขอแสดงความเห็นคือ หลายๆ คนที่ถามคำถามนี้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา แน่นอน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ผมคิดว่าความเห็นที่ผมกำลังจะแสดงต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนอ่านน่าจะได้อะไรไปบ้าง

ถ้ายังจำกันได้ ในหนังสือพุทธศาสนาที่เราเรียนๆ กันเขียนว่า การทำบูชานั้นมี ๒ อย่าง อามิสบูชาและการปฎิบัติบูชา การบูชาอย่างแรก(อามิสบูชา)เป็นการบูชาที่วรรณสิงห์สงสัย การบูชาแบบนี้คือ การให้ทาน หรือการบริจาคปัจจัยให้กับผู้ที่ควรเคารพ (ที่ไม่ได้จำกัดแค่พระเท่านั้น) ผลของการบูชาแบบนี้ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็คือ ทำแล้วใจสบาย ทำแล้วความตระหนี่จะลดลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ว่า ต้องไม่ได้ทำไปเพื่อสนองความอยาก เช่นทำสิบบาทขอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งพุทธศาสนาไม่มีพื้นฐานอยู่บนการอ้อนวอนขอ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนต่างหากคือทางพุทธศาสนา

นอกจากใจที่สงบแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ อามิสบูชาเป็นต้นทางที่สำคัญต้นทางหนึ่งของพุทธศาสนา เพราะว่าอามิสบูชาเป็นรากฐานของการปฎิบัติบูชา นั่นคือเมื่อเราให้ทาน จิตใจก็จะสงบและละอัตตาไปได้(แม้ว่าจะเบาบางก็ตาม) จิตที่สงบซึ่งเป็นผลที่ได้จากอามิสบูชาเป็นสิ่งสำคัญของการปฎิบัติบูชา ซึ่งปฎิบัติบูชาในที่นี้ก็คือการปฎิบัติวิปัสสนาหรือการปฎิบัติเพื่อไปถึงซึ่งความหลุดพ้น (นิพพาน)

สรุปแล้วจากคำถามที่ว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร" คำตอบที่ผมอยากเสนอคือ ได้ใจที่สงบ และใจที่สงบนั่นแหล่ะ คืออุปกรณ์สำคัญในการเข้าหาแก่นแท้จริงของพุทธศาสนา

Sunday, September 12, 2010

มาร 5

มาร 5
(สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุ ผลสำเร็จอันดีงาม — the Evil One; the Tempter; the Destroyer)

1. กิเลสมาร (มารคือกิเลส, กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต — the Mara of defilement)

2. ขันธมาร (มารคือเบญจขันธ์, ขันธ์ 5 เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะชราพยาธิเป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนา อย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง — the Mara of the aggregates)

3. อภิสังขารมาร (มารคืออภิสังขาร, อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิดชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังขารทุกข์ — the Mara of Karma-formations)

4. เทวปุตตมาร (มารคือเทพบุตร, เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่งชื่อว่ามาร เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญ เสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดียิ่งใหญ่ได้ — the Mara as deity)

5. มัจจุมาร (มารคือความตาย, ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาส ที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย — the Mara as death)


 

Vism.211;

Thag A.II.16.46     วิสุทฺธิ.1/270;

เถร.อ. 2/24,383,441;

วินย.ฎีกา. 1/481

[***] มิจฉาวณิชชา 5 (การค้าขายที่ผิดหรือไม่ชอบธรรม) เป็นคำชั้นอรรถกถา บาลีเรียก วณิชชาที่ไม่ควรทำ หรือ อกรณียวณิชชา

ดู [235] วณิชชา 5


 

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=234

Thursday, August 26, 2010

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาอ่อนๆ (ตรุณวิปัสสนา) สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ มี ๑๐ อย่าง คือ

  • โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
  • ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
  • ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
  • ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
  • สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
  • อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
  • ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
  • อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
  • อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
  • นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ
เมื่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนาสามารถยกเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นมาพิจารณาเป็นหมวดๆ ตามแนวไตรลักษณ์ที่ละอย่างๆ จนเริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เกิดเป็นวิปัสสนาญาณอ่อนๆ (หรือตรุณวิปัสสนา เช่น ในช่วงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ) ในช่วงนี้ก็จะเกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้นมา

วิปัสสนูปกิเลสทั้งสิบนี้ เป็นภาวะที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง และไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิด คิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว หรือหลงยึดเอาคิดว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นเป็นทางที่ถูก ถ้าหลงไปตามนั้นก็เป็นอันพลาดจากทาง เป็นอันปฏิบัติผิดไป คือพลาดทางวิปัสสนา แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเดิมเสีย นั่งชื่นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง

ผู้ที่ไม่เกิดวิปัสสนูปกิเลส

วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่

  • พระอริยสาวก ผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว
  • ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ)
  • ผู้ละทิ้งกรรมฐาน
  • บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกมาแต่เริ่มต้น)
แต่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ประกอบความเพียร ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนาแล้ว เท่านั้น

ความยึดถือวิปัสสนูปกิเลส

อุปกิเลสแห่งวิปัสสนานี้มี ๑๐ อย่าง แต่ละอย่างมีความยึดถือได้อย่างละ ๓ แบบ (รวมเป็น ๓๐) ได้แก่

ทิฏฐิคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยทิฏฐิ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสเกิดขึ้นแก่เราแล้ว"

มานคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยมานะ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสน่าพึงพอใจจริงหนอ เกิดขึ้นแล้ว"

ตัณหาคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยตัณหา เช่น ชื่นชมโอภาสอยู่

อ้างอิง

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์".

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม".

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พุทธธรรม".

พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร). "วิปัสสนาทีปนี".

พระพุทธโฆษาจารย์. "คัมภีร์วิสุทธิมรรค".



http://th.wikipedia.org/wiki/วิปัสสนูปกิเลส


--

Sunday, August 8, 2010

คุณเคยรู้สึกว่าความทุกข์มันมีน้ำหนักไหมครับ

ตอนเด็กๆผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องมีวันนี้เลย วันที่ความทุกข์มันมีน้ำหนักจริงๆ ทุกวันนี้ผมเหมือนไม่มีพื้นที่ให้ยืน ให้หายใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน เจอหน้าใครก็เหมือนพูดจาไม่ถูกใจใครไปซะหมด ต้องตามมาด้วยคำต่อว่า บางครั้งผมอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ อยากขอให้คนรอบตัวอย่าเพิ่งว่าอะไรผมเลย แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะผมยังคงต้องทำงาน ต้องกลับบ้าน เคยคิดว่าถ้าหายไปซะได้ก็คงดี อะไรต่อมิอะไรจะได้จบๆ ผมพยายามแล้วนะ ที่จะมองโลกในแง่ดี มองคนที่เค้าแย่กว่าเรา แ่ต่อาการผมมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมรู้สึกจริงๆนะว่าเหมือนมีอะไรกดทับที่ไหล่ตลอดเวลา กดจนรู้สึกว่าไม่สามารถยืนตรงๆได้ กดจนหน้าอกเจ็บ ผมคิดได้อย่างเดียวว่าตอนนี้อาการผมคงหนักพอสมควรแล้วละ ไม่งั้นความทุกข์ต่างๆ มันจะแปรเป็นน้ำหนักจริงๆได้อย่างไร ที่สำคัญตอนนี้ความทรงจำผมเริ่มหายไปเป็นช่วงๆ เช่น ผมจำไม่ได้เลยว่าผมหยิบของบางอย่างมาอยู่ในมือ หรือในกระเป๋าได้อย่างไร ถ้าให้วิเคราะห์ก็คือ ความทรงจำระยะสั้นของผมเริ่มไม่ทำงานแล้ว ผมอยากระบายให้ใครซักคนนึงว่าตอนนี้ผมเครียด ผมทุกข์ทรมาน อยากหลุดจากสภาพนี้จริงๆ ถึงตอนนี้ผมควรไปหาหมอแล้วใช่ไหม ใครเคยไปพบจิตแพทย์บ้างครับ ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายอะไรมากไหมครับ ขอคำแนะนำจากทางพี่ๆเพื่อนๆที่สามารถผ่านสถานการณ์ หรือสามารถปรับชีวิตให้ดีขึ้นได้ให้คำแนะนำผมด้วยครับ

จากคุณ     : ผ่านนภา

เขียนเมื่อ     : 8 ส.ค. 53 19:25:48


 

ความทุกข์ที่อยู่กลางออกนั่นเป็นอารมณ์ขุ่นๆ อารมณ์กดๆ ที่เกิดเพราะว่าคุณคิดแต่เรื่องเครียดๆ จนมันสะสมไว้

แนะนำเบื้องต้นคือ ฟังเพลง เล่นกีฬา ทำอะไรก็ได้ให้ผ่อนคลายครับ แล้วอารมณ์แน่นๆ กลางหน้าอกจะหายไป

แต่ถ้ากลับมาคิดอีก มันก็จะกลับมาหนักๆ แน่นๆ อีก

ดังนั้นหลังจากใจผ่อนคลายแล้ว ให้นั่งไตร่ตรองดูว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาแต่ละอย่าง ถ้ามีหลายปัญหาก็ list ออกมา แล้วก็แก้ไปทีละเปราะ

บางอย่างที่แก้ไม่ได้ ก็ต้องหัดปล่อยให้เป็น การยอมรับความทุกข์ เป็นการกระทำที่ยากที่สุด เพราะว่าคนเราจะเอาแต่สบาย รักตัวเอง ทุกข์ไม่ชอบ เอาสุขอย่างเดียว แต่พอเหตุคับขันแบบนี้ หันไปทางไหนก็ไม่มีสุข เจอแต่ทุกข์ จิตดิ้นรนต่อไม่ได้ ทางเดียวคือ นิ่งแลัวยอมรับ

แปลกแต่จริง คนเราเวลายอมรับอะไรแล้ว ปัญหาจะหาย ให้คิดว่าจะเป็นยังไงก็ช่างมัน เราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอครับ

ป.ล. ไปหาหมอก็ดีนะครับ แต่หมอก็ช่วยแก้ปัญหาคุณไม่ได้ สิ่งที่หมอทำได้คือ ให้คุณระบายออกมา เพื่อผ่อนคลาย แล้วมีแรงไปสู้ปัญหาใหม่ -- ปัญหายังอยู่ ปัญหาไม่หาย เพราะว่าหมอก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มีแต่คุณเท่านั้นที่แก้มันได้ อ่านดูแล้วหดหู่ เหมือนอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็นั่นแหล่ะครับ ความจริง ความจริงคนเราทุกคนสุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งตัวเอง คนอื่นก็เป็นเพียงตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผมตอบกระทู้คุณเสร็จ ผมก็ไม่คิดเรื่องคุณละ เพราะว่ามันไม่ใช่ปัญหาของผมจริงมั้ย?

สุ้ๆ ครับ

แก้ไขเมื่อ 08 ส.ค. 53 23:50:19

จากคุณ     : เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง

เขียนเมื่อ     : 8 ส.ค. 53 23:46:48

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9558627/L9558627.html

Monday, August 2, 2010

ดูคนอื่นมาก จนลืมดูตัวเอง

ดูคนอื่นมาก จนลืมดูตัวเอง

ลืมดูกาย และใจ ลืมดูภายใน มัวแต่ดูภายนอก

เราภาวนาไม่ได้เอาดี เอาสุข แต่เอาความจริง

เราภาวนาไม่ได้เอาดี ไม่ได้เอาสุข ไม่ได้เอาสงบ แต่เอาความจริง แต่ก็ต้องถือศีล ๕ ไว้ก่อน –หลวงพ่อปราโมทย์

ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ สอนให้ดี ตื้นเกินไป

ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ สอนให้ดี ตื้นเกินไป ธรรมะสอนให้เห็นธรรมชาติของกายใจ ว่าดีก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง จิตไม่กระเพื่อม เพราะว่าเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว --หลวงพ่อปราโมทย์

วิธีสังเกตว่าเราปฎิบัติถูกไหม

วิธีสังเกตว่าเราปฎิบัติถูกไหม ให้สังเกตเรื่องเหล่านี้

มักน้อย สันโดษ สงัด(หลีกจากหมู่มวล) ศีลเพิ่ม ทุกข์ลด กิเลสลด จิตตั้งมั่น เห็นความจริงของกายของใจ

อย่าให้กิเลสเอาไปกิน ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วคิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว นี่กิเลสนะ

Sunday, August 1, 2010

ความตาย

"เห็นพ่อเราตาย เราเบิกบานนะ เพราะว่าพ่อกำลังแสดงธรรมะให้เราดู" --หลวงพ่อปราโมทย์

Saturday, July 31, 2010

"มันทำไม่ได้นะ ทำได้มันจะมีอัตตา"


"มันทำไม่ได้นะ ทำได้มันจะมีอัตตา" --หลวงพ่อปราโมทย์

ทำให้เราเข้าใจว่าเวลาเกิดอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ อย่าไปบังคับ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าบังคับมันได้ เราก็จะคิดว่าเราเก่ง เราบังคับจิตได้ อัตตามันก็จะเกิด นั่นคือมิจฉาทิฎฐิ
จิตจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ให้มันเป็นไป แต่มันจะมี 2 กรณี

  1. ถ้าจิตยังไม่เข้มแข็ง ก็ให้ทำสมถะเพื่อข่มจิตอกุศล
  2. ถ้าจิตเข้มแข็ง ก็ใช้วิปัสสนาเพื่อตามดูมัน

Friday, July 30, 2010

อริยสัจจ์ หลวงปู่ดูลย์


จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

                                   --หลวงปู่ดูลย์

Sunday, July 25, 2010

อาสาฬหบูชา: "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...

"อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...

ถาม: ท่านโกณฑัญญะรู้อะไรในวันอาสาฬหบูชา? ท่านรู้อะไรจากธรรมเทศนาครั้งแรก ของพระพุทธเจ้า?

ตอบ: ท่านรู้ถึงอริยสัจจ์ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ข้อ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุของทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) มรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์)


 

ถาม: ทำไมอริยสัจจ์เริ่มด้วยทุกข์? ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปไหม?

ตอบ: โดยปกติจะสังเกตว่าหลักธรรมศาสนาพุทธจะมีเป็นข้อๆ โดยแต่ละข้อจะเชื่อมโยงกัน ที่อริยสัจจ์เริ่มด้วยทุกข์เพราะว่า ถ้าไม่เห็นทุกข์ เราจะไม่เห็นความจริงของการหลุดพ้น คงเหมือนสุภาษิตจีนว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ถ้าเราไม่เข้าใจทุกข์ แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร


 

ถาม: ดูเหมือนยุ่งยาก มีวิธีอธิบายอริยสัจจ์ง่ายกว่านี้ไหม

ตอบ: เคยฟังหลวงปู่ดูลย์(ถ้าจำไม่ผิด)อธิบายเรื่องนี้ให้ชาวนาที่เคยไปถามท่าน ท่านตอบว่า เวลาจูงควายในนา แล้วเชือกไปพันตอรู้สึกยังไง? ก็หงุดหงิด ไม่พอใจ นั่นแหล่ะทุกข์ สาเหตุของมันคืออะไร ก็เชือกมันพันตอครับ นั่นแหล่ะสมุทัย แล้วจะหยุดความไม่พอใจนี้ยังไง ก็ต้องไปเอาเชือกออก นั่นแหล่ะนิโรธ แล้วจะเอาออกยังไง ก็ต้องเดินไปที่ต้นตอ แล้วไปเอาเชือกออกครับ นั่นแหล่ะมรรค


 

ถาม: นั่นคือความรู้เชิงปริยัติ (theory) และเวลาปฎิบัติจะต้องทำยังไง

ตอบ: ท่านพุทธทาสพูดเรื่องนี้ในหนังสือปฎิจจสมุปบาท หลวงพ่อปราโมทย์ก็พูดเหมือนกัน นั่นคือ การฝึกสติ ... การฝึกให้สติเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้จิตเห็นความจริงของกาย ความจริงของใจ เมื่อจิตเห็นจนเบื่อ จิตจะละกายละใจ นั่นแหล่ะคือการละขันธ์หรือตัวทุกข์ (read: กายและใจคือตัวทุกข์) เมื่อกายและใจถูกละ ปัญญาจะเกิด เพื่อเข้าใจว่ากายใจนั้นไม่ใช่ของเรา


 

ถาม: ข้อควรระวังใจการปฎิบัติมีสติรู้กายใจคืออะไร

ตอบ: หลักมัชฌิมาปฏิปาหรือการเดินทางสายกลาง ซึ่งเป็นอีกหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันอาสาฬหบูชา โดยหลักนี้ใช้ในการปฎิบัติคือ เวลามีสติรู้กายใจ อย่าเผลอและอย่าเพ่ง โดยปกติคนทั่วไปจะเผลอและพระพุทธเจ้าผ่านทุกขกริยามามากก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริงคือ การเดินทางสวยกลาง


 

ถาม: สรุปรวมแล้วคือ?

ตอบ: ข้อนี้ผมขอยกคำพูดของหลวงพี่ที่วัดป่าที่ลาสเวกัส

ผมไปถามท่านเมื่อสองอาทิตย์ก่อนว่า "หลวงพี่ครับ ฝึกรู้กายรู้ใจแล้วเราได้อะไร" หลวงพี่ตอบว่า "แล้วเราต้องการอะไรหล่ะ" ...


 

หมายเหตุ: หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ที่นี่ด้วยครับ เขียนมาจากที่อ่าน ฟัง และได้ปฎิบัติมา :)

“หลวงพี่ครับ เราดูจิต ฝึกวิปัสสนาไปเพื่ออะไรครับ”

วันก่อนมีโอกาสได้ไปวัดป่าที่ลาสเวกัส เลยเอาข้อสงสัยไปถามหลวงพี่ที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น

ถาม: "หลวงพี่ครับ เราดูจิต ฝึกวิปัสสนาไปเพื่ออะไรครับ ทำไปแล้วได้อะไร"
หลวงพี่ตอบกลับมาว่า: "แล้วอยากได้อะไรหล่ะ"

เข้าใจเลย ^^

"หลวงพ่อครับ ทำยังไงให้เรามีเมตตาครับ"

วันก่อนมีโอกาสได้ไปวัดที่ลาสเวกัสอีกที่ เลยเอาข้อสงสัยไปถามหลวงพ่อที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น

ถาม: "หลวงพ่อครับ ทำยังไงให้เรามีเมตตาครับ"
หลวงพ่อตอบกลับมาว่า: "ต้องเข้าใจความจริงนะ เราอยากให้คนอื่นปฎิบัติต่อเราอย่างไร เราก็ปฎิบัติต่อคนอื่นอย่างนั้น"

สาธุ

Saturday, July 24, 2010

Friday, July 23, 2010

นิวรณ์ ๕

ที่ตัดสินใจโพสเรื่องนิวรณ์เพราะว่าเมื่อปฏิบัติสติเนืองๆ แล้ว เข้าใจว่านิวรณ์ก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเรากำลังฝึกวิปัสสนา ตอนแรกเข้าใจว่าจะเกิดแค่ตอนทำสมถะ ในการทำวิปัสสนาเลยต้องเข้าใจและไม่หลงไปกับนิวรณ์เช่นเดียวกัน เช่นทำไปแล้วก็จะดีใจว่าเราดูจิตทัน ไม่พอใจเวลาเราดูจิตไม่ทัน ท้อแท้เบื่อหน่ายที่จะดู หรือแม้แต่สงสัยว่ากำลังทำมาถูกทางหรือเปล่า ในการฝึกดูจิตผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เราก็ต้องดูให้ทันเช่นเดียวกันเพื่อเราจะได้ไม่ตกเป็นทาสของมัน

-----------

นิวรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิวรณ์ (อ่านว่า นิ-วอน) แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความ ตั้งใจปฏิบัติไป

นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่
  2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปราถณาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่
  3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
  5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ

กรรมฐานที่เหมาะสมแก่นิวรณ์

  • กามฉันทะ ให้ภาวนากายคตาสติ
    อสุภะ10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพื่อทำลายความอยากในกามเสีย
  • พยาบาท ให้ภาวนาอัปมัญญาหรือพรหมวิหาร4 วรรณกสิน4 เพื่อเพิ่มความเมตตา
  • ถีนมิทธะ ให้ภาวนาอนุสสติ 7คือพุทธานุสสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสสติ และอาโลกสัญญา(แสงสว่างเป็นอารมณ์ เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเพียร
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ภาวนากสิน 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน วาโยกสิน เตโชกสิน อากาสกสิน อาโลกกสิน เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ
  • วิจิกิจฉา ให้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน(พิจารณาธาตุ4) อานาปานสติมรณานุสสติ เพื่อละความสงสัย

ลักษณะ

  • กามฉันทะ เหมือนน้ำที่ถูกสีย้อม
  • พยาบาท เหมือนน้ำที่กำลังเดือด
  • ถีนมิทธะ เหมือนน้ำในที่มืด
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ เหมือนน้ำกำลังแกว่ง
  • วิจิกิจฉา เหมือนน้ำที่มีจอกแนลอยบังอยู่

บุคคลย่อมไม่อาจมองเห็นใต้น้ำได้สดวกฉันใด เมื่อจิตมีนิวรณ์บุคคลย่อมไม่อาจเห็นจิตตามจริงได้สดวกฉะนั้น

ศีล5ที่สามารถควบคุมนิวรณ์

  • พยาบาท ให้ควบคุมด้วย การไม่ฆ่าสัตว์
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
  • กามฉันทะ ให้ควบคุมคุมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
  • วิจิกิจฉา ให้ควบคุมด้วยการไม่พูดเท็จ
  • ถีนมิทธะ ให้ควบคุมด้วย การไม่เสพสิ่งเสพติดอันเป็นเหตุให้ประมาท

องค์ฌานที่เป็นปฏิปักข์ต่อนิวรณ์

  • วิตก แก้ถีนมิทธะ
  • วิจาร แก้วิจิกิจฉา
  • ปีติ แก้พยาบาท
  • สุข แก้อุทธัจจะกุกกุจจะ
  • เอกัคคตา แก้กามฉันทะ

เมื่อจิตเป็นอัปปนาสมาธิจนเกิดองค์ฌานทั้ง5 ย่อมทำลายนิวรณ์ลงได้ ชั่วคราว คือในขณะอยู่ในฌาน

พละ5ที่เป็นปฏิปักข์ต่อนิวรณ์

อาหารของนิวรณ์

ร่างกายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ทั้งห้า ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
อาหารของนิวรณ์ในที่นี้ หมายถึง ปัจจัยอันนำมาซึ่งผลคือ นิวรณ์ (ซึ่งอาหารของนิวรณ์ทั้งหมดนั้น ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามี การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย หรือ อโยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบด้วยเสมอ)

อาหารของกามฉันท์

สิ่งที่เป็นอาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันท์ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งสวยๆงามๆ (ศุภนิมิต) หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ พบสิ่งสวยๆงามๆ

อาหารของพยาบาท

สิ่งที่เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ ขัดใจ (ปฏิฆนิมิต)

อาหารของถีนมิทธะ

สิ่งที่เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งเหล่านี้ คือ

  1. ความไม่ยินดี ในที่อันสงัด หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล
  2. ความเกียจคร้าน
  3. ความบิดกายด้วยอำนาจกิเลส (บิดร่างกาย เอียงไปมา รู้สึกไม่สบาย ด้วยอำนาจกิเลส)
  4. ความเมาอาหาร
  5. ความที่ใจหดหู่

อาหารของอุทธัจจกุกกุจจะ

สิ่งที่เป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในความไม่สงบใจ
เปรียบเสมือนกองไฟที่คุกร่น แม้ไม่เห็นเปลวไฟแล้ว เหลือแต่ถ่านดำๆ ก็ยังมีความร้อนออกมาอยู่ ให้คนที่นั่งผิงไฟรู้สึกร้อนได้

อาหารของวิจิกิจฉา

สิ่งที่เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย

อ้างอิง

ฉันทะเกิดเมื่อเราสนุก ศรัทธา อยู่กับปัจจุบัน และเห็นประโยชน์ของงาน


พูดถึงเรื่องของฉันทะแล้ว เคยสงสัยว่าฉันทะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันทะถือเป็นตัวแรกของอิทธิบาท๔ วันก่อนว่ายน้ำอยู่ ก็ฉุกคิดขึ้นมาถึงเรื่องการปฎิบัติของหลวงพ่อปราโมช แล้วก็นึกเลยไปถึงงานเขียนของฐิตินาถ (เข็มทิศชีวิต) และไฟล์เสียงของดร. สนอง เราก็กลับมาคิดได้ว่า ฉันทะน่าจะเกิดเมื่อ
  1. เราสนุกกับสิ่งที่เราทำ หลวงพ่อมักพูดว่าตอนฝึกใหม่ๆ จะไม่คิดอะไรมาก แค่สนใจว่าจิตมันแปลกดีนะ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ การตามดูตามรู้มันเป็นเรื่องสนุกดี
  2. เราศรัทธาในสิ่งที่เราทำ คือเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ แต่อย่าไปคิดว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง ถ้าเราไปเอาผลลัพธ์เป็นหลัก เมื่อมันไม่ได้ตามที่เราหวัง (และหลายๆ ครั้งอาจจะไม่ได้ตามที่หวัง เพราะว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา) เราก็จะเสียใจ แต่พูดแบบนี้แล้วอย่าไปคิดว่าอย่าหวังเลย ตามหลักแล้ว ถ้าเราทำดี ผลจะต้องได้ดีแน่นอน ไม่ต้องกังวล
  3. เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปยึดติดกับความคิดว่ามันจะไม่ดี เราจะทำไม่ได้ ให้รู้แต่เพียงเรื่องของปัจจุบันตอนนี้ เพราะว่าจริงๆ ถ้าเราดูจิตแล้ว ความกลัวในปัจจุบันจะไม่มี แต่มันมีขึ้นมาเพราะว่าเราไปนึกถึงอนาคตหรือไปนึกถึงอดีตสะมากกว่า
  4. เราเห็นประโยชน์ของมัน ตรงนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นประโยชน์ของคนอื่น เช่น เราเรียนจบมา เราต้องถามตัวเองว่า "how can I use my knowledge to use? How can I use it to help others?" ไม่ใช่ถามว่า ทำงานแล้วจะได้เงินเท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบหลังแล้ว เราจะกลัวที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เพราะว่านายจ้างคงต้องประเมิณว่าเงินที่จ่ายเรามันคุ้มค่ากับงานเราหรือไม่ แต่ถ้าเราคิดถึงคนอื่น เราไม่ต้องกลัวว่าจะต้องถูกวิจารณ์ ถึงแม้จะโดน(เพราะว่าวิจารณ์ก็เป็นหนึ่งในโลกธรรม) เราก็ไม่เจ็บมาก เพราะว่าเราตั้งใจทำเพื่อคนอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเมื่อเราทำตัวเพื่อสังคมจริงๆ คนอื่นคงไม่กล้าวิจารณ์เรามาก เหมือนอาสาสมัคร คนด่าอาสาสมัครคงมีน้อยกว่านายจ้างด่าลูกจ้าง เรื่องนี้คงโยงไปถึงเรื่องแม่ค้ากระท้อนลอยแก้วในหนังสือเข็มทิศชีวิตที่คิดถึงประโยชน์ของงานตัวเองมากกว่ารายได้หรือกำไรที่จะได้รับ
  5. อย่าไปหวังผล แค่ทำปัจจุบันให้ดี: ไม่ใช่ goal-oriented แต่ present-oriented

Thursday, July 22, 2010

ปฎิจจสมุปบาท: “มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็นปฎิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง

"มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็นปฎิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง หรือรอบหนึ่ง และคล้ายกับมีการเกิด ๒ หน คือ เมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้นในขณะที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา นี้คือการเกิดขึ้นของวิญญาณ-นามรูป-อายตนะ ซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนกับมิได้มีเพราะกำลังหลับอยู่"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 14


"เรื่องปฎิจจสมุปบาทนี้มีประโยชน์ที่ทรงมุ่งหมาย คือ จะกำจัดเสียซึ่งอัตตานุทิฏฐิ หรือความสำคัญว่าตัวตรให้ชัดเจนลงไปลำพังแต่จำแนกให้เห็นว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา อย่างนั้นอย่างนี้มันยังไม่พอ จึงต้องแสดงให้เห็นชัดด้วยลักษณาการของปฏิจจสมุปบาทขันธ์ทั้งหลายนี้ เพิ่งเกิดเมื่อมีอาการ ๑๑ อาการของปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นครบถ้วย โดยหลักที่ว่า 'เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ฯลฯ' นี้ทำให้เห็นอนัตตาชัดลงไป ทั้งที่ตัวกิเลส ตัวกรรม และตัววิบากของกรรม หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นอนัตตาทั้งที่ตัวเหตุ และตัวผลตลอดไปไม่เว้นระยะ…"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 15

Wednesday, July 21, 2010

หลักเกณฑ์ที่เนื่องกันอยู่ของปฏิจจสมุปบาท




ปฎิจจสมุปบาท: ‘เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

"ด้วยอำนาจความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอยู่ระหว่างกลาง ระหว่างความมีตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน และเป็นเรื่องที่มีหลักของตัวเองว่า 'เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ' และหลักนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาไม่ให้ตกไปฝ่ายสัสสตทิฏฐิ และฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ แต่อยู่ตรงกลาง"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 8

ปฎิจจสมุปบาท: “แต่ต้องเป็นเรื่องปฎิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึกเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ”

"ปฏิจจสมุปบาทที่แท้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิที่จะทำให้คนไม่ทำดี ไม่รับผิดชอบ หรือไม่รักชาติ เหมือนที่ชอบหาความกันอยู่ทั่วไป และไม่ใช่สัสตทิฏฐิ ที่ทำให้คนหลงตัวเอง หรือหลงชาติ หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตรของตรอย่างคนบ้าหลง ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เรื่องเฟ้อทางปริยัติเหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก แต่ต้องเป็นเรื่องปฎิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึกเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาส ภพ ชาติ ขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำว่าปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นคำเทคนิคมากเกินไปนี้ก็ยังได้" (เน้นเอง)

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 7

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ, “ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่เป็นที่พึ่งได้”

"เมื่อ [พระพุทธเจ้า] ทรงสอนศีลธรรมก็ต้องตรังอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน กระทั่งมีตถาคต กระทั่งสอนให้ทำบุญกุศล ตายแล้วจะได้ผลบุญกุศลที่สร้างไว้ ครั้นทรงสอนปรมัตถธรรมก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคตเอง มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะๆ ทะยอยกันไป ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม แต่ละอย่างๆ ติดต่อกันเป็นสายที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใครแม้ในขณะนี้ จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรมเก่าทำนองสัสสตทิฏฏิและทั้งไม่ใช่ตายแล้วก็สูญไปทำงานอุจเฉททิฐฏิเพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญเสียแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ความอยู่ที่ตรงกลางนี้แหละ คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือมัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม คู่อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่ใช้ได้กระทั่งทางศีลธรรม


 

ตามปรกติคนธรรมทั่วไป ก็ยึดถือทางศีลธรรมเพื่อสบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง พอเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลงหรือว่ามันแสดงความไม่เที่ยงเป็นอนัตตา และเป็นทุกข์เพราะความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่เป็นที่พึ่งได้ จึงต้องหันไปหาเรื่องปรมัตถธรรมเช่น เรื่องปฏิจจสุปบาทนี้ เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ที่เลื่อนระดับสูงขึ้นไป คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน หรืออะไรที่เป็นของตน จนกระทั่งความดีชั่วบุญบาปสุขทุกข์ โดยไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย ดังนั้นการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิด ที่มีตัวตนและเนื่องกันเป็นชาติๆ ไปนั้นผิดหลักปฏิจจสมุปบาทหรือผิดหลักของพุทธวัจนะ ซึ่งต้องการจะสอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตรหรืออยู่เหนือความรู้สึกว่ามีตัวตรโดยประการทั้งปวง ดังนั้นเรื่องปฏิจจสุปบาทจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยสัสสตทิฏฐิ หรือความมีตัวตนเป็นมูลฐานแต่ประการใด"


 

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 5-6

Monday, June 28, 2010

แล้วทำไมเราไม่โกรธ ไม่งอน ไม่น้อยใจกันตั้งแต่แรก?

เคยไหมครับเวลาเราน้อยใจ งอน หรือโกรธใครเรารู้สึกไม่อยากคุยกับคนๆ นั้น

แต่พอเราหายโกรธปุ๊บ เราก็ไม่รู้ว่าจะไปง้อ ไปขอคืนดีเค้ายังไง ทั้งอาย ทั้งรู้สึกผิด ทั้งไม่กล้า กลัวเสียหน้า เยอะแยะไปหมด

เวลาคนเราโกรธ น้อยใจ หรืองอน เราลืมคิดไปว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง หรืออีกไม่กี่วันข้างหน้า เราก็ต้องคุยกับเค้าเหมือนเดิม อีกไม่นานเราก็หายโกรธ หายงอน หายน้อยใจ ไม่มีใครโกรธกันได้นานหรอก ยิ่งคนเป็นแฟนกัน เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

คนที่โกรธกันนานๆ นั่นไม่ได้เรียกว่าโกรธ แต่เป็นความรู้สึกกลัวเสียหน้าสะมาก ที่ทำให้ไม่ได้คุยกับคนที่เราหายโกรธไปตั้งนานแล้ว…

แล้วทำไมเราไม่โกรธ ไม่งอน ไม่น้อยใจกันตั้งแต่แรก?

ฝึกสติทำให้นอนหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่นอนหลับยากเหมือนกัน แต่ว่าไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ก็ลองกินนมอุ่นๆ อาบน้ำให้สดชื่นบ้าง แต่ก็เหมือนไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ จนหลังๆ มาฝึกสติ รู้ทันความคิด ก็ได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วที่นอนไม่หลับก็เพราะว่าหัวมันไม่หยุดคิด หรือหัวมันคิดไม่หยุดนั่นแหล่ะครับ จากเรื่องนึงไปอีกเรื่องไม่สิ้นสุด มันเลยนอนไม่ได้

แต่หลังๆ นี้มาฝึกสติรู้ทันความคิด ความคิดเกิด ก็รู้ว่าคิด แค่นั้นเอง หลับสบายเลยครับ สัก 10 นาทีก็หลับปุ๋ยเลย

สรุป รู้ทันความคิด ความคิดก็ดับ ก็หลับสบาย…