เมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะ... นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ และหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีประโยชน์ ::::: การตอบปัญหาทั้งหมดในบลอกนี้เป็นการตอบตามปัญญาและความรู้ของเจ้าของบลอกเท่านั้นนะครับ...ความสุขจากจิตเป็นอิสระ :: [บลอกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับห้อง seeddhamma ในโปรแกรมแคมฟรอก]
Saturday, January 31, 2009
ข้อคิดสำหรับคนที่กำลังเผชิญโรคร้าย (หรืออื่น ๆ): เออมันไม่ได้เป็นอะไร มันตายก่อนเราอีกแหะ
เมื่อกี้นั่งฟังบรรยายอยู่ น่าสนใจดีครับ ยิ่งสำหรับคนที่กำลังเผชิญกับโรคร้าย
คนบรรยาย (ดร. สนอง วรอุไร) บอกว่าเคยไปบรรยายให้คนที่ติดโรคเอดส์ฟัง แล้วมีคนไข้มาบอกว่ายังไงผมก็ต้องตาย ดร. สนองบอกว่า “อ้าวไปคิดอย่างนั้นก็ผิดสิ ไอ้คนที่ไม่เป็นโรคอะไรเลย ถ้ามันขับรถไปชนเสา อ้าวมันตายก่อนเราที่เป็นโรคอีก”
ผมฟังเสร็จ เออจริงวุ้ย ดังนั้นไม่ควรคิดว่าเราเป็นโรคแล้วเราจะต้องตาย – เพราะว่าคนอื่นที่สุขภาพดีอาจจะตายก่อนเราอีก -- แต่เราควรใช้เวลาที่เหลือให้มีประโยชน์ต่างหาก
ความตายไม่ได้อยู่ที่เป็นโรคหรือไม่เป็น มันอยู่ที่เราใช้เวลาที่เรายังมีชีวิตยังไงต่างหากเนอะ
อภัยราชกุมารสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓)
จาก อภัยราชกุมารสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓)
ตถาคต... ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
สรุปง่าย ๆ ก็คือ
1. พูดทุกอย่างต้องคิด แม้ว่าเรื่องนั้นจะจริง มีประโยชน์ และถูกกาล คือมีสติตลอดเวลา
2. ถ้าไม่จริง และ/หรือ ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ควรพูด
แต่ถ้าพูดไปจริง ๆ แล้วไม่อยากจำมาก ก็จำแค่ว่ามีสติตลอดเวลาก็พอแล้ว
สำหรับบางคนที่สติยังไม่แกร่งพอยังต้องการหลัก ผมว่าหลักของสัมมาวาจา 4 ข้อก็น่าจะพอ
1. การงดเว้นจากการพูดเท็จ
2. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
3. งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
4. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
ทั้ง 4 ข้อนี้คล้าย ๆ กับวาจาสุภาษิต (คือ "วาจาที่ไม่มีโทษ") แต่ในวาจาสุภาษิตจะมีอีก 1 ข้อเพิ่มมาคือ (5.) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต ครับ
Sunday, January 18, 2009
หนึ่งใจเดียวกัน
วันนี้นั่งดูหนังเรื่องหนึ่งใจเดียวกัน ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะดูเลย แต่ว่าไม่รู้จะทำอะไรก็เลยตัดสินใจดู ก็ไม่ผิดหวังนะที่นั่งดู เพราะว่าแม้เนื้อหาหลักของหนังจะเป็น theme ที่เราคุ้น ๆ กันอยู่ ก็ประมาณว่าให้หันกลับไปมองคนที่ด้อยโอกาสบ้าง โดยเฉพาะเด็ก ๆ แต่ว่าทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมาเราไม่ได้อยากได้อะไรมากกว่าการได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น อยากเป็นครูสอนเด็กต่างจังหวัด ตามภูเขา รู้สึกว่าเค้าต้องการความช่วยเหลือจากพวกเรา อีกอย่างไปตามภูเขาคงได้อยู่กับธรรมชาติ
ก็รู้นะว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มันไม่ได้ว่าอยากไป แล้วก็ไปได้ ยังมีภาระอีกมากมาย แล้วจริง ๆ ชีวิตการเป็นครูบนเขาอาจจะไม่สวยงามหรือง่ายอย่างที่เห็นในหนังทั่วไป แต่เราก็อยากทำให้ชีวิตที่เกิดมาครั้งนี้มีประโยชน์ต่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
Monday, January 5, 2009
ขอถามเกี่ยวกับการให้พรของพระหลังการใส่บาตรอีกทีครับ / ถามเรื่องบาป-บุญด้วยครับ
ขอถามเกี่ยวกับการให้พรของพระหลังการใส่บาตรอีกทีครับ / ถามเรื่องบาป-บุญด้วยครับ
กระทู้ล่างที่สมาชิกท่านอื่นได้ตั้งไว้ ไม่มีคนมาตอบที่ผมถามห้อยไว้ เลยขอตั้งคำถาม โดยเฉพาะกับคนภาคเหนือว่า เวลาใส่บาตรแล้วพระท่านให้พรหรือไม่ครับ คือที่ผมเคยประสบมาตั้งแต่เด็กคือ จะมีการให้พรหลังรับบาตร ยกเว้นก็แต่การใส่บาตรหมู่ ที่ญาติโยมจะต่อแถว แล้วพระจะเดินเรียงแถวกันมารับบาตร
เคยได้ยินว่า บาปกับบุญในศาสนาพุทธเป็นกราฟคนละแท่งกัน ถูกต้องหรือไม่ครับ ไม่สามารถไถ่ถอนได้ รวมทั้งยังผลัดกันเข้ามากระทำต่อเจ้าของกรรม
และบาปเคราะห์นี่เราขอรับหรือแบ่งเบาแทนกันได้รึเปล่าครับ ที่ผมคิดนี่ไม่เชิงตรงข้ามกับการแผ่ส่วนกุศลเสียทีเดียวนะ ถ้าได้นี่มีบทสวดมั้ยครับ หรือเราต้องกล่าวขอเอง หลังจากบทสวดบทไหน
ตอบตามปัญญานะครับ
"เคยได้ยินว่า บาปกับบุญในศาสนาพุทธเป็นกราฟคนละแท่งกัน ถูกต้องหรือไม่ครับ ไม่สามารถไถ่ถอนได้ รวมทั้งยังผลัดกันเข้ามากระทำต่อเจ้าของกรรม และบาปเคราะห์นี่เราขอรับหรือแบ่งเบาแทนกันได้รึเปล่าครับ"
ใช่ครับ มีคนอุปมาอุปไมยไว้เหมือนน้ำเปล่าหนึ่งแก้วคือบุญ และเกลือคือบาป เวลาเราทำบาป เหมือนเราเอาเกลือเทใส่ลงไปในแก้วน้ำนั้น ถ้าบาปเยอะกว่าบุญ น้ำก็เค็มจนดื่มไม่ได้ ถ้าบุญเยอะกว่าบาปน้ำก็ยังพอจะดื่มได้ แต่ถามว่าน้ำที่ดิ่มได้นั้นมีเกลืออยู่หรือไม่ (คือบาปหายไปหรือไม่)? ก็ตอบไ้ด้ว่าไม่หายครับ เพียงแต่ถ้าน้ำเยอะมาก ๆ เกลือก็แสดงความเค็มออกมาได้น้อยหรือแทบไม่รู้สึกเลยว่ามีเกลือ
การแบ่งเบานั้นมีวิธีดังนี้
1. ชดใช้ไปสะ เช่น ยืมเงินเค้า แทนที่จะทำเป็นลืม ก็เอาไปคืนสะ
2. ถ้าใช้คืนด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ทำความดีเยอะ ๆ และลดการทำบาป คือเติมน้ำให้มันเยอะกว่าเกลือ
3. ทุกขณะจิต ให้พูดดี ทำดี คิดดี
4. แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรไป มีคนเคยบอกไว้ว่าบางทีเวลาเรานั่งภาวนาจะมีเจ้ากรรมนายเวรมาทวง เช่น เคยทำอะไรไม่ดีกับแมวไว้ ตอนเดินจงกรม แมวก็จะมาข่วน ก็ขอให้ทนไป (ไม่ใช่ไปเตะมัน >"<) เพื่อให้กรรมเวรมันหมดไปตอนเรามีบุญ (ดีกว่าไปรับที่นรก) ป.ล. เจ้ากรรมนายเวรจะมาตอนที่เรามีบุญ ตอนเราไม่มีบุญไม่รู้จะมาทำไม มาก็ไม่ได้
5. เข้านิพพาน พอหมดตัวตนแล้ว เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่รู้ว่าจะไปตามที่ไหน เหมือนคนหายสาปสูญ เจ้าหนี้ก็ไม่รู้จะไปเอากับใครครับ
ตายทั้งเป็น
************* ตายทั้งเป็น *************
บางทีที่เรารักคนที่เค้าไม่รัก
เค้าหลอกก้อปล่อยให้เค้าหลอก
เค้ามีคนอื่นอีกมากมาย
เค้าเป็นคนไม่ดี
ก้อรู้อยู่เต็มอก
การที่ไม่ลืมเค้าซักที
ไม่ว่าเค้าจะทำตัวร้ายๆใส่แค่ไหน
มันคือเวรกรรมรึป่าวคะ
มีบางสิ่งที่ทำให้เราต้องติดอยู่กับผู้ชายคนนี้
พอจะมีทางไหนที่จะทำให้ความทุกข์นี้หมดไปซักที
หัวใจมันบอบช้ำมาก
ไม่สามารถจะรับอะไรได้อีกแล้ว
ช่วยแนะนำด้วยเถอะนะคะ
เราไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเจอเหตุการณ์แย่ๆแบบนี้
ทั้งๆที่เราเป็นคนที่จริงใจและหวังดีกับเต้ามาตลอด
เค้ากลับทำร้ายเราได้ลงคอ
ปัญหาชีวิตเราเองก้อมากมายอยู่แล้ว
เค้าไม่เคยสงสารกันบ้างเลยเหรอ
--**
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับฟังความรู้สึกของเรานะคะ
--**
และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้ให้คำแนะนำดีๆ
เป็นไปได้ทั้งกรรมอดีตและปัจจุบัน
กรรมในชาติปัจจุบัน
1. เราทำดีกับคนไม่ดี ทำยังไงก็ไม่ได้ผลดี
2. เราเจอแฟนในที่อบายภูมิ (เช่นในผับ) การเลิกราเป็นเรื่องปกติครับ
3. คุณไปได้แฟนที่ศีลไม่เสมอกับคุณ คือ คุณรักเดียวใจเดียว แต่เค้าไม่ใ่ช่ คือไม่เสมอกัน จะอยู่กันรอดได้อย่างไร
4. เราเองต่างหากไม่ยอมหลุดออกมาจากเหตุการณ์ มันก็ทนทุกข์ต่อไปเรื่อย ๆ
เห็นไหมครับ มันเป็นผลของการกระทำของเราเองนี่แหละครับ และเป็นไปได้ทั้งกรรมที่ทำตั้งแต่อดีตชาติ (อันนี้ไม่รู้ เนื่องจากไม่เห็นอดีตชาติครับ)
่คำแนะนำคือ
1. อย่าไปสนใจครับว่าทำกรรมอะไร สนใจกับปัจจุบันว่าความรักครั้งนี้ได้จบไปแล้ว
2. ด้วยวิธีการเจริญภาวนาเพื่อให้สติ และปัญญาเกิดครับ เรื่องแบบนี้ต้องทำเอง และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการคิด นั่นคือต่อให้คนพูดปลอบใจอีก 1 ล้านเหตุผล คุณก็หายจากอาการอกหักไม่ได้ ถ้าคุณไม่สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยตัวเองครับ
3. ให้เข้าใจ--ด้วยการเจริญภาวนา ไม่ใช่เพราะคิดหรือเหตุผล--ว่าการพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา ครั้งต่อไปที่คุณมีแฟนอีกก็จะพลัดพรากกันอีก ถ้ามีคนต่อไปอีก ก็ต้องพลัดพรากกันอีก ... ไม่ว่าจะเป็นจากเป็น และจากตาย ... ดังนั้นการเลิกราครั้งนี้เป็นแค่ 1 ในหลาย ๆ ครั้งในชีวิตเท่านั้นเองครับ
สภาวะบ้านเมืองอย่างนี้ มีหลักธรรมข้อใดที่ช่วยดับทุกข์ได้บ้างคะ?
สภาวะบ้านเมืองอย่างนี้ มีหลักธรรมข้อใดที่ช่วยดับทุกข์ได้บ้างคะ?
เห็นมีแต่คนบ่น และใช้วาจาสบถหยาบคายมากค่ะ
ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครมีความสุขกันสักเท่าไหร่นักเลยค่ะ
กรูณาชี้แนะด้วยค่ะ
ได้ฟังแง่คิดดี ๆ มา อยากเอามาแบ่งปันครับ
1. ทำตัวเองให้มีคุณค่า โดยการทำคิดดี พูดดี ทำดี
2. ใช้ชีวิตสมถะ ประหยัด เพียงพอ
3. ถ้าบางอย่างต้องเป็นไป ก็ต้องปล่อยวาง แล้วกลับมาสู้อย่างมีสติ(แต่ขอให้สู้ก่อนปล่อยวาง มิใช่ เออเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ปล่อยวางเลย ให้กรรมซัดไป แบบนี้คงไม่ฉลาดสักเท่าไหร่)
ฟังเรื่องจริงเรื่องนึงมา มีคน ๆ หนึ่งเรียนจบแล้วหางานไม่ได้มา 2 ปี แล้วมีคนไปทักว่าให้ตัวอย่างที่บอกไป 2 ข้อแรก วันนึงปรากฎว่าเธอได้ไปสอบสมัครเป็นครู ติดสำรองคนที่ 8 ปรากฎว่าสุดท้ายประกาศมาว่าเธอได้งาน คนที่แนะนำให้เค้าทำดีเลยสงสัยว่า "หนูติำดสำรองคนที่ 8 แล้วทำไมเค้าเลือกหนู?" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน เผอิญมีอาจารย์คนนึงออกไป แล้วเค้าต้องการคนใหม่ เฉย ๆ เค้าก็จิ้ม ๆ เอาในรายชื่อ มาหยุดที่เลขหนู"
ป.ล. ปัจจุบันผู้หญิงคนนี้ยังเป็นอาจารย์อยู่ครับ
แปลกดีเหมือนกันนะครับ :o)
ถ้าบาปบุญมีจริง ทำไมประชากรโลกจึงเพิ่ม?
ถ้าบาปบุญมีจริง
ทำไมประชากรโลกจึงเพิ่มถ้าบาปบุญมีจริงทำไมประชากรโลกจึงเพิ่มครับหรือว่ายุคหนึ่งสิ่งมีชีวิตไปเกิดเป็นพวกแบคทีเรียหรือแมลงซะเยอะพอเวลาผ่านไปใช้กรรมหมดจึงมาเกิดเป็นคน
เรื่องนี้ถ้าใช้หลักศาสนาตอบจะอธิบายอย่างไรครับ
ผมไม่เชื่อบาปบุญ ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่
ผมพยายามจะทำดีเพราะคิดว่าเป็นความดีเท่านั้น
ไม่ทำร้ายผู้อื่นเพราะเป็นมันสิ่งไม่ดีถ้าใครมาทำกับผมผมก็คงไม่ชอบเหมือนกันผมไม่คิดจะทำดีเพราะแค่กลัวตกนรก
หรือกลัวบาปอะไร
"ผมไม่เชื่อบาปบุญ ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ผมพยายามจะทำดีเพราะคิดว่าเป็นความดีเท่านั้น ไม่ทำร้ายผู้อื่นเพราะเป็นมันสิ่งไม่ดีถ้าใครมาทำกับผมผมก็คงไม่ชอบเหมือนกันผมไม่คิดจะทำดีเพราะแค่กลัวตกนรก หรือกลัวบาปอะไร"
อ๋อ ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยได้ทำความดีก็ยังดีครับ เตรียม risk management ไว้ เราไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง ตายไปแล้วไปไหน อย่างน้อยก็ป้องกันความเสี่ยงไว้ แม้ว่าจะทำบุญด้วยเหตุใดก็ตาม
เรื่องประชากร ผมตอบไม่ได้หรอกครับ แต่ให้สังเกตว่าคนยุคหลัง ๆ เริ่มมีำพฤติกรรมโดยรวมแย่กว่าคนยุคอดีต (อันนี้เห็นด้วยไหมครับ) โดยเวลาทำบาปแล้ว ภพหนึ่งที่จะไปเกิดได้ืคือ สัตว์เดรัจฉาน แล้วลองมองไปรอบ ๆ สิครับ เอาแค่คนในบ้านก็ได้ นับดูว่ามีมนุษย์กี่คน แล้วมีสัตว์เดรัจฉาน (แมลง สัตว์ ฯลฯ) มากกว่ามนุษย์หรือไม่? มากกว่าเท่าไหร่?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า นรก สวรรค์ ภพต่าง ๆ ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา แต่มันเป็นของทุกสรรพสัตว์ ผมก็ไม่เคยเห็นหรอกนะ แต่มาวิเคราะห์ที่ พพจ พูดหลาย ๆ อย่างมีอันไหนไม่จริงบ้างน้า?
คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตายกันทุกคน - เออ จริงแหะทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด (อนิจจัง) - เออ จริงอีกแหะกฎแห่งกรรม - เออก็จริง (อันนี้เจอกับตัวเอง แต่ไม่ขอเล่านะครับ) วันไหนเราลองไปยิ้มให้เพื่อน เออเพื่อนมันยิ้มกลับให้เรา วันไหนเราไปชกมัน มันก็ชกเรากลับ (action = reaction)เราเกิดมาด้วยรูป กับ นาม - เออ ไม่เคยพบเคยเจอ จนได้นั่งสมาธิและต่อวิปัสสนา เออ จริงด้วยแหะ ไม่เคยรู้เลย
ยังศึกษาไม่หมด แต่ทุกสิ่งที่ พพจ บอก แล้วเราได้เจอเอง จริงหมดเลยวุ้ย ทีนี้สวรรค์ นรก ภพต่าง ๆ จะไม่มีเหรอ? อืมมมม
นอกจากนี้ยังมีคำตอบที่ผมเห็นว่าน่าสนใจดี
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ที่ว่ากันด้วยเหตุและผล
เมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีผลเมื่อปราศจากเหตุ ก็ปราศจากผลมีเหตุให้เกิดดี ก็ไปเกิดดีมีเหตุให้เกิดชั่ว(ไม่ดี) ก็ไปเกิดชั่ว (ไม่ดี)
ไม่มีเหตุให้เกิด ก็ไม่มีการเกิด
ควรมีคิดเห็นกล่าวกับข้อความนี้อย่างไร
วันนี้มี วันวานมี วันพรุ่งนี้มี
เดือนนี้มี เดือนที่แล้วมี เดือนหน้ามี
ปีนี้มี ปีที่แล้วมี ปีหน้ามี
เพราะฉะนั้น
ชาตินี้มี ชาติที่แล้วจึงมี ชาติหน้าจึงมี
เอ๊ วันวานมีจริงหรือ วันพรุ่งมีจริงหรือ
ถ้าวันวานมีจริง แล้วมันอยู่ที่ไหนละ ไฉนไม่พบเห็นถ้าวันพรุ่งมีจริง แล้วมันอยู่ที่ไหนละ ไฉนไม่พบเห็น
ควรเชื่อหรือว่าวันวานมีจริง วันพรุ่งมีจริง ????
เราจำเรื่องราว สมัยวัยทารก ได้แจ้งชัดแค่ไหน
คนตาบอดมาแต่กำเนิด ไม่เคยเห็นดวงอาทิตย์มาก่อน ควรจะเชื่อเมื่อมีคนบอกว่า ดวงอาทิตย์มีอยู่ หรือไม่ควรจะเชื่อดีละ ( ทั้งๆที่สัมผัสความร้อนของดวงอาทิตย์นั้นได้ )
คนตาบอดมาแต่กำเนิดนั้น ควรจะเชื่อไหม ว่าคนดีมีอยู่ คนตาบอดมาแต่กำเนิดนั้น ควรจะเชื่อไหม ถ้ามีคนบอกว่า สีเขียว สีแดง สีเหลือง ฯ มีอยู่
หากมีคนบอกว่า ผมก็เป็นโรคร้ายแรง ต้องรีบรักษานะ ถ้าไม่รีบรักษาจะตายแน่นอนผมควรจะเชื่อเขาดีไหม
หรือต้องรอให้อาการอาการของโรค กำเริบปรากฏขึ้นก่อนจึงควรเชื่อหรือควรจะรอให้อาการของโรคนั้น กำเริบขึ้นก่อนด้วย อาการทรุดหนักใกล้ตายแล้วด้วยจึงยอมเชื่อ คนผู้บอกนั้น
สมัยที่ไม่มีโลกนี้ สัตว์ทั้งปวง (รวมมนุษย์ทั้งปวงในตอนนี้ด้วย) ย่อมไปอยู่ที่โลกอื่นบางสมัยโลกนี้ไม่มีมนุษย์ เพราะไปเกิดเป็นสัตว์ในโลกอื่นกันหมด
บางสมัยโลกนี้มีมนุษย์น้อย เพราะมาจากโลกอื่นน้อยบางสมัยโลกนี้มีมนุษย์มาก เพราะมีจากโลกอื่นมากแล้วโลกอื่น ที่ว่านี่ มันโลกไหน แล้วมันมีจริงหรือ
ถ้ามีเหตุ ก็ต้องมีผล
ในเมื่อของหยาบๆ ที่เราสัมผัสได้ เห็นมีอยู่ ฯ ของละเอียดที่ต้องใช้แว่นขยายช่วยจึงเห็นได้มีอยู่ คลื่นวิทยุ ต้องใช้เครื่องรับที่มีความถี่ของคลื่นตรงกันจึงรับได้มีอยู่
ฉะนั้นของ(โลก)อันเป็นทิพย์ ที่ต้องใช้ใจทิพย์ ตาทิพย์ หูทิพย์ กายทิพย์ ฯ จึงรับรู้ เห็นได้ สัมผัสได้ ฯ ก็ควรจะมีอยู๋นะ
จากคุณ : นิทราวสานคำนึง (ryombr)
แก้ทุกข์ด้วยอริยสัจ 4 ได้อย่างไร?
ทุกข์ที่เกิดจากการรักผู้อื่นข้างเดียว จะใช้อริยสัจ4แก้อย่างไร
1. ทุกข์ = การรักคนอื่นข้างเดียว สารภาพรักไม่ได้ด้วย
เพราะเขามีแฟนแล้วเดี๋ยวเสียเพื่อน
2. สมุทัย = เรารักเขา มันเรื่องความรู้สึกก็ห้ามยากนะครับ
3. นิโรธ = การไม่ทุกข์ โอเค ผ่าน
4. มรรค = นี่ละปัญหาจะห้ามใจตนเองอย่างไรดี ขอคำแนะนำทีครับขอบคุณครับ
มองสมุทัยผิดครับ มรรคเลยไม่ตามมาผมจะเล่าเรื่องผมให้ฟังแล้วกัน ตอนนั้นยังไม่ไ้ด้ศึกษาธรรมะอะไรมากมาย คืองู ๆ ปลา ๆ ตามปุถุชน (ประมาณปีก่อนได้มั้งครับ) แล้วก็คิดแบบ จขกท เลย แต่มีวันนึงนั่งทำสมาธิ นึกครึ้มอกครึ้มใจ ถามตัวเองแบบ จขกท เป๊ะ ว่าลองเอาธรรมะเรื่องอริสัจ 4 มาช่วยเรื่องความรักของเราสิ ว่าเป็นยังไง พอจิตนิ่งได้คำตอบเลย (ไม่ได้คิดเองนะครับ แต่จิตมันนิ่งแล้วมันโผล่)
1. ทุกข์ = การรักคนอื่นข้างเดียว เพราะเขามีแฟนแล้ว เดี๋ยวเสียเพื่อน
2. สมุทัย = เรา "อยาก" ได้เค้ามาครอบครอง เรา "อยาก" ให้เค้าเป็นของเราคนเดียว เห็นเลยว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เค้ามีแฟนแล้ว หรือว่าเราไม่มีิสิทธิ์ ปัญหามันอยู่ที่ตัวเราชัด ๆ เลย อยู่ที่ความอยากของเรา
3. นิโรธ = การไม่ทุกข์ โอเค ผ่าน
4. มรรค = มองเห็นวัฏฏจักรของความอยาก และเข้าใจว่าไม่มีใครเกิดมาเพื่อสนองความต้องการของเราบางทีเรายังบังคับตัวเองไม่ได้ นับประสาอะไรจะไปบังคับคนอื่นให้มาทำตามใจเรา... อ่านแล้วก็อาจจะทำได้ยาก คือถึงแม้จะเข้าใจ แต่การเข้าถึงนั้นเกิดได้ยากด้วยการอ่าน การคิดเพียงอย่างเดียว ของแบบนี้ต้องเข้าถึงด้วยใจ ด้วยการปฎิบัติครับ แล้วปัญญาตัวนั้นแหล่ะ จะเกิด:o)
**ผมใช้อริสัจ 4 แ้ก้ปัญหาชีวิตกับการเรียน มาประมาณ 3 - 4 รอบ ค้นพบว่า สมุทัยนั้นสำคัญมาก เพราะว่าทุกครั้งที่เรามองต้นเหตุผิด เราจะหาทางออกไม่เจอเลยครับ การมองให้ถูกนั้นให้ใช้จิตที่นิ่ง (จิตที่ฝึกแล้ว) และค้นหาครับ
ผมว่าผมเขียนสมุทัย(สาเหตุของทุกข์)เหมือนกับของคุณนะครับ คือผมรักเขา
มันเรื่องความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชน ห้ามยากส่วนของคุณบอกว่า
เราอยากได้เขามาครอบครองผมมองว่า รัก กับ อยาก เป็นความรู้สึกอย่างเดียวกันนะครับ
เพราะเมื่อรัก ก็ต้องอยากได้เขามาเป็นของเราคนเดียวอยู่แล้ว
"ผมมองว่า รัก กับ อยาก เป็นความรู้สึกอย่างเดียวกันนะครับ เพราะเมื่อรัก ก็ต้องอยากได้เขามาเป็นของเราคนเดียวอยู่แล้ว"
ความรักมี 4 ประเภทครับ
1. รักตัวเอง
2. รักแบบชู้สาว
3. รักแบบพ่อแม่
4. รักแบบเมตตา คือไม่หวังผลตอบแทน สิ้นแล้วซึ่งความอยากครับ
ดังนั้น รัก กับ อยาก ต่างกันครับสำหรับผู้ที่เข้าใจแล้ว แต่ปุถุชนยังแยกได้ยากครับ (คือ ผมก็บางครั้งก็แยกไม่ออก เวลาสติมันมาไม่ทันนะ แต่พอสติมาทัน จะเห็นว่าทั้งสองแยกกันอย่างชัดเจนครับ)
เบจเพส ทำบุญยังไงดี
อายุเบญจเพสควรทำบุญแบบใดบ้างครับเพื่อความสบายใจ
ผมว่าจะทำบุญตักบาตรในวันเกิด แล้วหาเวลาไปถวายสังฆทานและทำบุญโลงศพ
เพื่อนผมบางคนอายุ 25 เจออุบัติเหตุบ้าง บางคนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เพื่อความสบายใจผมจึงอยากทำบุญให้มากกว่าปกติหน่อย ที่สำคัญคือได้บุญด้วยนี่แหละครับจึงอยากทำ
จริง ๆ แล้วเบญจเพสหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายที่เกิดครับ แต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็ดีครับ ช่วยให้มีสติมากขึ้น
บุญที่จะทำได้ดีที่สุดตามความเห็นผมคือ บวช (อย่างที่ คห ที่หนึ่งได้กล่าวไ้ว้ดีแล้ว) ถ้าไม่พร้อม ก็เข้าฝึกพัฒนาจิต กรรมฐานครับ ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเลือกอะไร ก็ขอให้ทำอย่างเต็มที่ และไม่ทิ้งสิ่งที่ได้ครับ (ไม่ใช่ว่าเลย 25 แล้ว ก็ไม่ต้องทำแล้ว นั่นคือความประมาท ทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุตอนเบญจเพส)
สรุป ความประมาท ไม่ใช่อายุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครับ ถ้าอยากหลีกไกลจากอุบัติเหตุ ก็สร้างเหตุแห่งความไม่ประมาท นั่นคือสติครับ :o)
ทั้งหมดนี้ตอบด้วยปัญญาที่มีของเจ้าของบลอกครับ