(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Thursday, October 7, 2010

ทำบุญแล้วได้อะไร

วันนี้มีโอกาสดูรายการพื้นที่ชีวิต ตอนวิถีพุทธและวิถีเซน โดยตอนนี้ของรายการพาไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศซึ่งคนจำนวนมากของประเทศบอกว่าตอนไม่มีศาสนา แต่ว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไปวัด(ที่ไม่มีพระประธานหรือ "พระตัวเป็นๆ")เพื่อทำบุญและขอพร

วรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล, พิธีกร, แสดงความเห็นว่าสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ทำไม่แตกต่างจากคนไทยหลายคนที่ไปวัดเพื่อทำบุญขอพรหรือเพื่อให้ตัวเองไปในอีกโลกหนึ่งที่ดีหลังจากสิ้นลมหายใจแล้ว

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ คนไทยกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นเรียกว่าตนเองเป็นกลุ่มไม่มีศาสนา

นอกจากจะเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของคน ๒ กลุ่มนี้แล้ว วรรณสิงห์ยังตั้งคำถามที่เขาเองสงสัยและผมคิดว่าหลายๆ คนคงสงสัยเช่นกันว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร?"

ผมจะไม่ขอแสดงความเห็นว่าทำบุญแล้วได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก และไม่แสดงความเห็นว่า "ทำบุญแล้วใจจะเป็นสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" แน่นอนว่าชาวพุทธเราได้ยินคำตอบเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน

สิ่งที่ผมจะขอแสดงความเห็นคือ หลายๆ คนที่ถามคำถามนี้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา แน่นอน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ผมคิดว่าความเห็นที่ผมกำลังจะแสดงต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนอ่านน่าจะได้อะไรไปบ้าง

ถ้ายังจำกันได้ ในหนังสือพุทธศาสนาที่เราเรียนๆ กันเขียนว่า การทำบูชานั้นมี ๒ อย่าง อามิสบูชาและการปฎิบัติบูชา การบูชาอย่างแรก(อามิสบูชา)เป็นการบูชาที่วรรณสิงห์สงสัย การบูชาแบบนี้คือ การให้ทาน หรือการบริจาคปัจจัยให้กับผู้ที่ควรเคารพ (ที่ไม่ได้จำกัดแค่พระเท่านั้น) ผลของการบูชาแบบนี้ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็คือ ทำแล้วใจสบาย ทำแล้วความตระหนี่จะลดลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ว่า ต้องไม่ได้ทำไปเพื่อสนองความอยาก เช่นทำสิบบาทขอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งพุทธศาสนาไม่มีพื้นฐานอยู่บนการอ้อนวอนขอ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนต่างหากคือทางพุทธศาสนา

นอกจากใจที่สงบแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ อามิสบูชาเป็นต้นทางที่สำคัญต้นทางหนึ่งของพุทธศาสนา เพราะว่าอามิสบูชาเป็นรากฐานของการปฎิบัติบูชา นั่นคือเมื่อเราให้ทาน จิตใจก็จะสงบและละอัตตาไปได้(แม้ว่าจะเบาบางก็ตาม) จิตที่สงบซึ่งเป็นผลที่ได้จากอามิสบูชาเป็นสิ่งสำคัญของการปฎิบัติบูชา ซึ่งปฎิบัติบูชาในที่นี้ก็คือการปฎิบัติวิปัสสนาหรือการปฎิบัติเพื่อไปถึงซึ่งความหลุดพ้น (นิพพาน)

สรุปแล้วจากคำถามที่ว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร" คำตอบที่ผมอยากเสนอคือ ได้ใจที่สงบ และใจที่สงบนั่นแหล่ะ คืออุปกรณ์สำคัญในการเข้าหาแก่นแท้จริงของพุทธศาสนา

No comments: