คิดว่าถ้าให้ถอย ยอมตายดีกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำสำเร็จมาแล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้ามันยากเกินไป ต้องไม่มีใครทำได้สิ คิดว่าถ้าทำไม่สำเร็จก็ตายไปกับมันนี่แหละ ทำจนกว่าจะได้ ถ้าตั้งใจจริงก็ต้องทำได้ สุดท้ายไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจจริงค่ะ
จากคุณ : แอนนะยะ
เขียนเมื่อ : 30 ธ.ค. 52 10:06:22
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8711264/L8711264.html
เมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะ... นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ และหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีประโยชน์ ::::: การตอบปัญหาทั้งหมดในบลอกนี้เป็นการตอบตามปัญญาและความรู้ของเจ้าของบลอกเท่านั้นนะครับ...ความสุขจากจิตเป็นอิสระ :: [บลอกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับห้อง seeddhamma ในโปรแกรมแคมฟรอก]
Tuesday, December 29, 2009
"ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำสำเร็จมาแล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้ามันยากเกินไป ต้องไม่มีใครทำได้สิ"
Monday, December 14, 2009
ชีวิตมีแต่ความขัดแย้ง
ชีวิตก็มีแต่ปัญหาความขัดแย้ง ขนาดร่างกายเราเองยังขัดแย้งเลย ในร่างกายมีทั้งธาตุน้ำซึ่งขัดกับธาตุไฟ บางทีความคิดเราก็ขัดแย้งกันเอง (ไปหรือไม่ไปดี) ขนาดเราเองยังขัดแย้งกันเอง แล้วคนอื่นจะไม่ขัดแย้งกับเราได้อย่างไร? แล้วเราจะทำยังไง ก็ทำสติให้เกิด เพื่อยอมรับและเผชิญกับความขัดแย้งนั้น
รุ่งอรุณแห่งความเป็นจริง 3
(พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส)
( ธรรมทานจากพุทธธรรมสถาน ผาซ่อนแก้ว)
วิปลาส - ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน
วิปลาส มี 3 ระดับ คือ
1. สัญญาวิปลาส (สัญญาคลาดเคลื่อน, หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู - distortion of perception)
2. จิตตวิปลาส (จิตคลาดเคลื่อน, ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร - distortion of thought)
3. ทิฏฐิวิปลาส (ทิฏฐิคลาดเคลื่อน, ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น เช่น มีสัญญาวิปลาสเห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิดทิฏฐิวิปลาส เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมีจิตตวิลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิดทิฏฐิวิปลาสว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล - distortion of views)
วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ
1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (to regard what is impermanent as permanent)
2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (to regard what is painful as pleasant)
3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (to regard what is non-self as a self)
4.. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (to regard what is foul as beautiful)
A.II.52. องฺ.จตุกฺก. 21/49/66
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=178
Saturday, December 12, 2009
โคตมีสูตร - หลักว่าธรรมใดเป็นของแท้หรือเป็นของปลอม
หลักโคตมีสูตร
อีกประการหนึ่ง ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า
อะไรไม่ใช่ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านก็หวั่นวิตกอยู่
พระองค์จึงได้วางหลักไว้ให้เราตัดสิน ที่เรียกว่า
หลักโคตมีสูตร เป็นหลักซึ่งเราควรจะนำมาใช้
ที่สุดในสมัยนี้ ว่าอะไรเป็นของแท้อะไรเป็นของปลอม
หลักที่พระพุทธเจ้าวางไว้มี ๘ ข้อด้วยกัน คือ
ธรรมเหล่าใด
เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ
เป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลส
เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีกันเป็นหมู่เป็นคณะ
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก
นั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า
แต่ถ้าหากว่าข้อปฏิบัติการกระทำ หรือคำสอนเหล่าใด
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัดย้อมใจ
เป็นไปเพื่อคลายความทุกข์
เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อความขยันหมั่นเพียร
เป็นคนเลี้ยงง่าย
นั้นเป็นธรรมเป็นวินัยของพระพุทธเจ้า
หลักนี้เราควรจะจำทีเดียว ก็เก็บไปติดไว้ในใจแล้วก็ดู
การกระทำ การพูด การปฏิบัติ หนังสือที่เราอ่าน ว่าสิ่งนั้น
เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ เอาแว่นแปดอันนี้ใส่ตาเข้า
แล้วก็ส่องดูเราก็เห็นได้ ว่าอันนั้นใช่ อันนั้นไม่ใช่
เพราะในสมัยนี้ครูมาก อาจารย์มาก แล้วครูอาจารย์
ส่วนมากก็มักจะชักนำลูกศิษย์ตามทางของตน
เพื่อประโยชน์อย่างโน้น เพื่อประโยชน์อย่างนี้
ถ้าหากว่าเราไม่มีแว่นกระจกไว้ส่องดูให้ดีๆ แล้ว
ความเข้าใจผิดก็อาจจะเกิดขึ้นแก่พี่น้องพุทธบริษัททั้งหลาย
ได้ง่ายเหลือเกิน จึงอยากจะขอฝากแนวคิดนี้ไว้ด้วย
*****
จากหน้า ๗๙ - ๘๐
หนังสือ
'๙๐ ปี ปัญญานันทะ ๔๐ ปี วัดชลประทานรังสฤษฏ์'
โดย มูลนิธิภิกขุปัญญานันทะ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
พิมพ์เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓
*****
เจริญในธรรม
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001765.htm