พูดถึงเรื่องของฉันทะแล้ว เคยสงสัยว่าฉันทะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันทะถือเป็นตัวแรกของอิทธิบาท๔ วันก่อนว่ายน้ำอยู่ ก็ฉุกคิดขึ้นมาถึงเรื่องการปฎิบัติของหลวงพ่อปราโมช แล้วก็นึกเลยไปถึงงานเขียนของฐิตินาถ (เข็มทิศชีวิต) และไฟล์เสียงของดร. สนอง เราก็กลับมาคิดได้ว่า ฉันทะน่าจะเกิดเมื่อ
- เราสนุกกับสิ่งที่เราทำ หลวงพ่อมักพูดว่าตอนฝึกใหม่ๆ จะไม่คิดอะไรมาก แค่สนใจว่าจิตมันแปลกดีนะ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ การตามดูตามรู้มันเป็นเรื่องสนุกดี
- เราศรัทธาในสิ่งที่เราทำ คือเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ แต่อย่าไปคิดว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง ถ้าเราไปเอาผลลัพธ์เป็นหลัก เมื่อมันไม่ได้ตามที่เราหวัง (และหลายๆ ครั้งอาจจะไม่ได้ตามที่หวัง เพราะว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา) เราก็จะเสียใจ แต่พูดแบบนี้แล้วอย่าไปคิดว่าอย่าหวังเลย ตามหลักแล้ว ถ้าเราทำดี ผลจะต้องได้ดีแน่นอน ไม่ต้องกังวล
- เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปยึดติดกับความคิดว่ามันจะไม่ดี เราจะทำไม่ได้ ให้รู้แต่เพียงเรื่องของปัจจุบันตอนนี้ เพราะว่าจริงๆ ถ้าเราดูจิตแล้ว ความกลัวในปัจจุบันจะไม่มี แต่มันมีขึ้นมาเพราะว่าเราไปนึกถึงอนาคตหรือไปนึกถึงอดีตสะมากกว่า
- เราเห็นประโยชน์ของมัน ตรงนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นประโยชน์ของคนอื่น เช่น เราเรียนจบมา เราต้องถามตัวเองว่า "how can I use my knowledge to use? How can I use it to help others?" ไม่ใช่ถามว่า ทำงานแล้วจะได้เงินเท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบหลังแล้ว เราจะกลัวที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เพราะว่านายจ้างคงต้องประเมิณว่าเงินที่จ่ายเรามันคุ้มค่ากับงานเราหรือไม่ แต่ถ้าเราคิดถึงคนอื่น เราไม่ต้องกลัวว่าจะต้องถูกวิจารณ์ ถึงแม้จะโดน(เพราะว่าวิจารณ์ก็เป็นหนึ่งในโลกธรรม) เราก็ไม่เจ็บมาก เพราะว่าเราตั้งใจทำเพื่อคนอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเมื่อเราทำตัวเพื่อสังคมจริงๆ คนอื่นคงไม่กล้าวิจารณ์เรามาก เหมือนอาสาสมัคร คนด่าอาสาสมัครคงมีน้อยกว่านายจ้างด่าลูกจ้าง เรื่องนี้คงโยงไปถึงเรื่องแม่ค้ากระท้อนลอยแก้วในหนังสือเข็มทิศชีวิตที่คิดถึงประโยชน์ของงานตัวเองมากกว่ารายได้หรือกำไรที่จะได้รับ
- อย่าไปหวังผล แค่ทำปัจจุบันให้ดี: ไม่ใช่ goal-oriented แต่ present-oriented
No comments:
Post a Comment