เมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะ... นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ และหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีประโยชน์ ::::: การตอบปัญหาทั้งหมดในบลอกนี้เป็นการตอบตามปัญญาและความรู้ของเจ้าของบลอกเท่านั้นนะครับ...ความสุขจากจิตเป็นอิสระ :: [บลอกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับห้อง seeddhamma ในโปรแกรมแคมฟรอก]
Friday, October 22, 2010
Thursday, October 14, 2010
หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่
หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่ และคนไหนเป็นกัลยาณมิตรสำหรับท่านหรือไม่แล้ว จขกท ก็ขอแนะนำ องค์คุณของกัลญาณมิตร หลัก ๖ ประการที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการตรัสสอน และองค์แห่งพระธรรมกถึก ๕ ประการที่จำเป็นสำหรับผู้แสดงธรรม (จากเนื้อหาในหน้า ๒๐๓, ๒๑๑ และ ๒๒๑ ของหนังสือ "รู้หลักก่อนแล้วศึกษา และสอนให้ได้ผล" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)) ดังต่อไปนี้นะครับ
"... องค์คุณของกัลยาณมิตร ซึ่งมี ๗ ประการ ดังต่อไปนี้
๑ ปิโย – น่ารัก (ในฐานเป็นที่วางใจและรู้สึกสนิทสนม)
๒ ครุ – น่าเคารพ (ในฐานให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ และปลอดภัย)
๓ ภาวนีโย – น่ายกย่อง (ในฐานทรงคุณ คือ ความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง)
๔ วัตตา – รู้จักพูด (คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี)
๕ วจนักขโม – อดทนต่อถ้อยคำ (พร้อมที่จะรับฟังคำซักถามต่าง ๆ อยู่เสมอ และสามารถรับฟังได้ด้วยความอดทนไม่เบื่อ)
๖ คัมภีรัญจ กะถัง กัตตา – (กล่าวชี้แจงแถลงเรื่องต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งได้)
๗ โน จัฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย) ..."
"... พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ
๑ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๒ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๓ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส
๔ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๕ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๖ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส
ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็นกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที ..."
"... ขอนำพุทธพจน์แห่งหนึ่ง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรม เรียกกันว่า องค์แห่งพระธรรมกถึก มาแสดงไว้ ดังนี้
อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คือ
๑. เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ
๒. เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ
๓. เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา
๔. เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส
๕. เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ..."
ดังนี้แล้วทุกท่านก็สามารถพิจารณาได้ด้วยตนเองเลยครับว่าที่บอกว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น เป็นกันจริง ๆ หรือไม่?
หมายเหตุ เนื่องด้วยกระผมไม่สามารถทำเครื่องหมายจุดและวงกลมในตัวอักษรสำหรับคำบาลีบางคำลงมาในกระทู้นี้ได้ เพราะความด้อยสามารถทางด้านฟ้อนต์และเทคโนโลยีของกระผมเอง ดังนั้น กระผมจึงขอใช้คำตามเสียงอ่านในภาษาไทยแทนคำบาลีบางคำที่มีเครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งหากจะเกิดความคลาดเคลื่อนใด ๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เจตนาแล้ว กระผมกราบวันทาขออภัยต่อพระรัตนตรัย และพระอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ด้วยครับ ทั้งนี้ หากเพื่อน ๆ ท่านใดต้องการจะอ้างอิงคำสะกดบาลีที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ขอได้โปรดทำการตรวจสอบอีกครั้งนึงนะครับ เพราะคำสะกดบาลีบางคำที่ผมนำมาโพสในกระทู้นี้ ผมได้ใช้สะกดโดยใช้คำเสียงอ่านในภาษาไทยแทนครับ
จากคุณ : ngodngam
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 53 01:12:50
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806237/Y9806237.html
หากท่านใดกำลังสงสัยว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม
"... ลักษณะตัดสินธรรมวินัยนี้ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสไว้แก่ พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่า ธรรมหรือคำสอนอันใด เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่า ธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าวหรือประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นไปตามลักษณะ ๘ ประการต่อไปนี้ หรือไม่ คือ
๑ เป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายหายติด (สำนวนเก่าว่าคลายกำหนัด)
๒ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลาย การหลุดจากความทุกข์ ไม่ประกอบด้วยความทุกข์
๓ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส
๔ เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย
๕ เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ
๖ เป็นไปเพื่อปวิเวก ความสงัด
๗ เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การระดมความเพียร
๘ เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่าย
ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเป็นไปตามหลักนี้ เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ..."
".... ยังมีหลักธรรมคล้าย ๆ กันนี้ อีกหมวดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะมีความเป็นเลิศทางพระวินัย หรือเป็นประวินัยธร ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินธรรมวินัย แต่มี ๗ ประการและกล่าวความทำนองเดียวกันว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑ เอกันตนิพพิทา เพื่อความหน่ายสิ้นเชิง
๒ เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด
๓ เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์
๔ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ
๕ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ
๖ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้
๗ เป็นไปเพื่อนิพพาน
รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ ก็ไม่ใช่ ..."
ดังนั้นแล้ว แต่ละท่านก็สามารถพิจารณาส่วนตัวท่านได้เองเลยครับว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้นเข้าหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่นะครับ
จากคุณ : ngodngam
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806231/Y9806231.html
Thursday, October 7, 2010
ทำบุญแล้วได้อะไร
วันนี้มีโอกาสดูรายการพื้นที่ชีวิต ตอนวิถีพุทธและวิถีเซน โดยตอนนี้ของรายการพาไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศซึ่งคนจำนวนมากของประเทศบอกว่าตอนไม่มีศาสนา แต่ว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไปวัด(ที่ไม่มีพระประธานหรือ "พระตัวเป็นๆ")เพื่อทำบุญและขอพร
วรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล, พิธีกร, แสดงความเห็นว่าสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ทำไม่แตกต่างจากคนไทยหลายคนที่ไปวัดเพื่อทำบุญขอพรหรือเพื่อให้ตัวเองไปในอีกโลกหนึ่งที่ดีหลังจากสิ้นลมหายใจแล้ว
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ คนไทยกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นเรียกว่าตนเองเป็นกลุ่มไม่มีศาสนา
นอกจากจะเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของคน ๒ กลุ่มนี้แล้ว วรรณสิงห์ยังตั้งคำถามที่เขาเองสงสัยและผมคิดว่าหลายๆ คนคงสงสัยเช่นกันว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร?"
ผมจะไม่ขอแสดงความเห็นว่าทำบุญแล้วได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก และไม่แสดงความเห็นว่า "ทำบุญแล้วใจจะเป็นสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" แน่นอนว่าชาวพุทธเราได้ยินคำตอบเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน
สิ่งที่ผมจะขอแสดงความเห็นคือ หลายๆ คนที่ถามคำถามนี้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา แน่นอน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ผมคิดว่าความเห็นที่ผมกำลังจะแสดงต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนอ่านน่าจะได้อะไรไปบ้าง
ถ้ายังจำกันได้ ในหนังสือพุทธศาสนาที่เราเรียนๆ กันเขียนว่า การทำบูชานั้นมี ๒ อย่าง อามิสบูชาและการปฎิบัติบูชา การบูชาอย่างแรก(อามิสบูชา)เป็นการบูชาที่วรรณสิงห์สงสัย การบูชาแบบนี้คือ การให้ทาน หรือการบริจาคปัจจัยให้กับผู้ที่ควรเคารพ (ที่ไม่ได้จำกัดแค่พระเท่านั้น) ผลของการบูชาแบบนี้ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็คือ ทำแล้วใจสบาย ทำแล้วความตระหนี่จะลดลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ว่า ต้องไม่ได้ทำไปเพื่อสนองความอยาก เช่นทำสิบบาทขอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งพุทธศาสนาไม่มีพื้นฐานอยู่บนการอ้อนวอนขอ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนต่างหากคือทางพุทธศาสนา
นอกจากใจที่สงบแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ อามิสบูชาเป็นต้นทางที่สำคัญต้นทางหนึ่งของพุทธศาสนา เพราะว่าอามิสบูชาเป็นรากฐานของการปฎิบัติบูชา นั่นคือเมื่อเราให้ทาน จิตใจก็จะสงบและละอัตตาไปได้(แม้ว่าจะเบาบางก็ตาม) จิตที่สงบซึ่งเป็นผลที่ได้จากอามิสบูชาเป็นสิ่งสำคัญของการปฎิบัติบูชา ซึ่งปฎิบัติบูชาในที่นี้ก็คือการปฎิบัติวิปัสสนาหรือการปฎิบัติเพื่อไปถึงซึ่งความหลุดพ้น (นิพพาน)
สรุปแล้วจากคำถามที่ว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร" คำตอบที่ผมอยากเสนอคือ ได้ใจที่สงบ และใจที่สงบนั่นแหล่ะ คืออุปกรณ์สำคัญในการเข้าหาแก่นแท้จริงของพุทธศาสนา