(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Thursday, October 14, 2010

หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่

หากท่านไหนไม่แน่ใจว่าท่านเองเป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่นหรือไม่ และคนไหนเป็นกัลยาณมิตรสำหรับท่านหรือไม่แล้ว จขกท ก็ขอแนะนำ องค์คุณของกัลญาณมิตร หลัก ๖ ประการที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการตรัสสอน และองค์แห่งพระธรรมกถึก ๕ ประการที่จำเป็นสำหรับผู้แสดงธรรม (จากเนื้อหาในหน้า ๒๐๓, ๒๑๑ และ ๒๒๑ ของหนังสือ "รู้หลักก่อนแล้วศึกษา และสอนให้ได้ผล" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)) ดังต่อไปนี้นะครับ

"... องค์คุณของกัลยาณมิตร ซึ่งมี ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

๑ ปิโย – น่ารัก (ในฐานเป็นที่วางใจและรู้สึกสนิทสนม)

๒ ครุ – น่าเคารพ (ในฐานให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้ และปลอดภัย)

๓ ภาวนีโย – น่ายกย่อง (ในฐานทรงคุณ คือ ความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง)

๔ วัตตา – รู้จักพูด (คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี)

๕ วจนักขโม – อดทนต่อถ้อยคำ (พร้อมที่จะรับฟังคำซักถามต่าง ๆ อยู่เสมอ และสามารถรับฟังได้ด้วยความอดทนไม่เบื่อ)

๖ คัมภีรัญจ กะถัง กัตตา – (กล่าวชี้แจงแถลงเรื่องต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งได้)

๗ โน จัฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย) ..."


 

"... พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ

๑ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๒ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๓ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส

๔ คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๕ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส

๖ คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส


 

ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็นกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที ..."


 

"... ขอนำพุทธพจน์แห่งหนึ่ง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรม เรียกกันว่า องค์แห่งพระธรรมกถึก มาแสดงไว้ ดังนี้

อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คือ

๑. เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ

๒. เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ

๓. เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา

๔. เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส

๕. เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ..."


 

ดังนี้แล้วทุกท่านก็สามารถพิจารณาได้ด้วยตนเองเลยครับว่าที่บอกว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น เป็นกันจริง ๆ หรือไม่?

หมายเหตุ เนื่องด้วยกระผมไม่สามารถทำเครื่องหมายจุดและวงกลมในตัวอักษรสำหรับคำบาลีบางคำลงมาในกระทู้นี้ได้ เพราะความด้อยสามารถทางด้านฟ้อนต์และเทคโนโลยีของกระผมเอง ดังนั้น กระผมจึงขอใช้คำตามเสียงอ่านในภาษาไทยแทนคำบาลีบางคำที่มีเครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งหากจะเกิดความคลาดเคลื่อนใด ๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เจตนาแล้ว กระผมกราบวันทาขออภัยต่อพระรัตนตรัย และพระอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ด้วยครับ ทั้งนี้ หากเพื่อน ๆ ท่านใดต้องการจะอ้างอิงคำสะกดบาลีที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ขอได้โปรดทำการตรวจสอบอีกครั้งนึงนะครับ เพราะคำสะกดบาลีบางคำที่ผมนำมาโพสในกระทู้นี้ ผมได้ใช้สะกดโดยใช้คำเสียงอ่านในภาษาไทยแทนครับ

จากคุณ    : ngodngam

เขียนเมื่อ    : 15 ต.ค. 53 01:12:50


 

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806237/Y9806237.html

หากท่านใดกำลังสงสัยว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม

หากท่านใดกำลังสงสัยว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้น เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่แล้ว จขกท ก็ขอแนะนำให้ลองศึกษาลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย ๘ และ ๗ จากหนังสือ "รู้หลักก่อนแล้วศึกษา และสอนให้ได้ผล" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) (จากหน้า ๓ – ๔ ของหนังสือ) นะครับ ดังต่อไปนี้

"... ลักษณะตัดสินธรรมวินัยนี้ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสไว้แก่ พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่า ธรรมหรือคำสอนอันใด เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่า ธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าวหรือประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นไปตามลักษณะ ๘ ประการต่อไปนี้ หรือไม่ คือ

๑ เป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายหายติด (สำนวนเก่าว่าคลายกำหนัด)

๒ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลาย การหลุดจากความทุกข์ ไม่ประกอบด้วยความทุกข์

๓ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส

๔ เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย

๕ เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ

๖ เป็นไปเพื่อปวิเวก ความสงัด

๗ เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การระดมความเพียร

๘ เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่าย

ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุสาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเป็นไปตามหลักนี้ เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ..."

".... ยังมีหลักธรรมคล้าย ๆ กันนี้ อีกหมวดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะมีความเป็นเลิศทางพระวินัย หรือเป็นประวินัยธร ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินธรรมวินัย แต่มี ๗ ประการและกล่าวความทำนองเดียวกันว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ

๑ เอกันตนิพพิทา เพื่อความหน่ายสิ้นเชิง

๒ เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด

๓ เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์

๔ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ

๕ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ

๖ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้

๗ เป็นไปเพื่อนิพพาน

รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ ก็ไม่ใช่ ..."

ดังนั้นแล้ว แต่ละท่านก็สามารถพิจารณาส่วนตัวท่านได้เองเลยครับว่าธรรมะที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่นั้นเข้าหลักเกณฑ์ครบถ้วนหรือไม่นะครับ

จากคุณ : ngodngam 
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9806231/Y9806231.html

Thursday, October 7, 2010

ทำบุญแล้วได้อะไร

วันนี้มีโอกาสดูรายการพื้นที่ชีวิต ตอนวิถีพุทธและวิถีเซน โดยตอนนี้ของรายการพาไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศซึ่งคนจำนวนมากของประเทศบอกว่าตอนไม่มีศาสนา แต่ว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไปวัด(ที่ไม่มีพระประธานหรือ "พระตัวเป็นๆ")เพื่อทำบุญและขอพร

วรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล, พิธีกร, แสดงความเห็นว่าสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ทำไม่แตกต่างจากคนไทยหลายคนที่ไปวัดเพื่อทำบุญขอพรหรือเพื่อให้ตัวเองไปในอีกโลกหนึ่งที่ดีหลังจากสิ้นลมหายใจแล้ว

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ คนไทยกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชน แต่ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนั้นเรียกว่าตนเองเป็นกลุ่มไม่มีศาสนา

นอกจากจะเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของคน ๒ กลุ่มนี้แล้ว วรรณสิงห์ยังตั้งคำถามที่เขาเองสงสัยและผมคิดว่าหลายๆ คนคงสงสัยเช่นกันว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร?"

ผมจะไม่ขอแสดงความเห็นว่าทำบุญแล้วได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก และไม่แสดงความเห็นว่า "ทำบุญแล้วใจจะเป็นสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" แน่นอนว่าชาวพุทธเราได้ยินคำตอบเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน

สิ่งที่ผมจะขอแสดงความเห็นคือ หลายๆ คนที่ถามคำถามนี้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา แน่นอน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ผมคิดว่าความเห็นที่ผมกำลังจะแสดงต่อไปนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนอ่านน่าจะได้อะไรไปบ้าง

ถ้ายังจำกันได้ ในหนังสือพุทธศาสนาที่เราเรียนๆ กันเขียนว่า การทำบูชานั้นมี ๒ อย่าง อามิสบูชาและการปฎิบัติบูชา การบูชาอย่างแรก(อามิสบูชา)เป็นการบูชาที่วรรณสิงห์สงสัย การบูชาแบบนี้คือ การให้ทาน หรือการบริจาคปัจจัยให้กับผู้ที่ควรเคารพ (ที่ไม่ได้จำกัดแค่พระเท่านั้น) ผลของการบูชาแบบนี้ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็คือ ทำแล้วใจสบาย ทำแล้วความตระหนี่จะลดลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ว่า ต้องไม่ได้ทำไปเพื่อสนองความอยาก เช่นทำสิบบาทขอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งพุทธศาสนาไม่มีพื้นฐานอยู่บนการอ้อนวอนขอ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนต่างหากคือทางพุทธศาสนา

นอกจากใจที่สงบแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ อามิสบูชาเป็นต้นทางที่สำคัญต้นทางหนึ่งของพุทธศาสนา เพราะว่าอามิสบูชาเป็นรากฐานของการปฎิบัติบูชา นั่นคือเมื่อเราให้ทาน จิตใจก็จะสงบและละอัตตาไปได้(แม้ว่าจะเบาบางก็ตาม) จิตที่สงบซึ่งเป็นผลที่ได้จากอามิสบูชาเป็นสิ่งสำคัญของการปฎิบัติบูชา ซึ่งปฎิบัติบูชาในที่นี้ก็คือการปฎิบัติวิปัสสนาหรือการปฎิบัติเพื่อไปถึงซึ่งความหลุดพ้น (นิพพาน)

สรุปแล้วจากคำถามที่ว่า "ทำบุญแล้วได้อะไร" คำตอบที่ผมอยากเสนอคือ ได้ใจที่สงบ และใจที่สงบนั่นแหล่ะ คืออุปกรณ์สำคัญในการเข้าหาแก่นแท้จริงของพุทธศาสนา