1. ใจมีสภาพรู้ เปลี่ยนการรับรู้นั้นให้เป็นอารมณ์ เก็บสะสมข้อมูล เคลื่อนที่เร็วมาก
2. ใจที่ไม่ได้ฝึกก็นำโทษมาให้กับเจ้าของใจ (เช่น พาเจ้าของไปเกิดในอบายภูมิ) บางทีนำโทษไปให้คนอื่นนั่นคือ พอรับรู้เรื่องไม่ดีแล้ว มันก่อให้เกิดการกระทำ (เช่น ดูหนังโป๊ -> รับอารมณ์ -> ไปข่มขืน)
3. วิธีการเอาชนะใจ ไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การไปดื่มเหล้า ไปชอปปิ้ง (นั่นมันแค่หนี โดยเอาอย่างอื่นมาล่อใจ)
4. ใจที่มีสติ จะมีงานทำ ไม่ออกไปข้างนอกไปรับรู้สภาพ; ใจที่วุ่นวาย คือใจที่ว่าง มันเลยต้องออกไปหาอารมณ์ข้างนอก
5. วิธีการเอาชนะใจด้วยการสร้างกำลังให้กับใจ (เหมือนนักกีฬา ถ้าไม่มีกำลังวิ่งได้ไหม) และด้วยการฝึกใจ (เหมือนลิงที่ฝึกเก็บมะพร้าวแล้วใคร ๆ ก็อยากได้ ลิงไม่ฝึกมีใครอยากได้ไหม)
6. สร้างกำลังให้กับใจด้วย พละ 5:
6.1 ศรัทธา ศรัทธาความดีของพระพุทธเจ้า พ่อแม่ ครู เทวดา ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยความเชื่อหรืออารมณ์
6.2 วิริยะ เพียรอย่าให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับใจ; เพียรให้สิ่งที่ไม่ดีที่อยู่ในใจให้มันหมดไปด้วยการไม่ใช้ และดูว่ามันเกิดแล้วต้องดับไปตามกฎไตรลักษณ์; เพียรทำให้อะไรดี ๆ ที่ยังไม่เกิด ทำให้มันเกิด; เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่
6.3 สติ ทำให้สติมันเกิดทุกขณะตื่น อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปอดีต ไม่ต้องเดินทางไปอนาคต จิตที่มีสติจะนิ่ง อารมณ์จะน้อย
6.4 สมาธิ จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เกิดจากสติที่มั่นคง (สติมาก สมาธิเกิดนั่นเอง) เมื่อสมาธิสูงเกิดกำลังของใจจะเยอะมาก
6.5 ปัญญา ไม่ได้หมายถึงปัญญาทางโลก (ปัญญาเกิดจากการฟัง/อ่าน/คิด) แต่หมายถึงปัญญาทางธรรมที่เกิดเมื่อจิตนิ่ง (เกิดจากสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน) คือปัญญาที่เห็นโลกตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างที่เข้ามาในใจมันดับทุกเรื่อง พอเข้าใจแบบนี้จิตจะไม่ตกเป็นทาสและจะเป็นอิสระ
เมื่อมีพละ 5 กำลังของจิตจะเยอะ เพราะว่าจะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ วิธีทดสอบพลังของใจ ให้ดูว่าเรายังมีอารมณ์ไหม ถ้ายังมี แสดงว่ายังไม่กล้าแข็ง
7. ฝึกใจด้วย ด้วยการฝึกสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน