"เมื่อ [พระพุทธเจ้า] ทรงสอนศีลธรรมก็ต้องตรังอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน กระทั่งมีตถาคต กระทั่งสอนให้ทำบุญกุศล ตายแล้วจะได้ผลบุญกุศลที่สร้างไว้ ครั้นทรงสอนปรมัตถธรรมก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคตเอง มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะๆ ทะยอยกันไป ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม แต่ละอย่างๆ ติดต่อกันเป็นสายที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใครแม้ในขณะนี้ จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรมเก่าทำนองสัสสตทิฏฏิและทั้งไม่ใช่ตายแล้วก็สูญไปทำงานอุจเฉททิฐฏิเพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญเสียแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ความอยู่ที่ตรงกลางนี้แหละ คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือมัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม คู่อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่ใช้ได้กระทั่งทางศีลธรรม
ตามปรกติคนธรรมทั่วไป ก็ยึดถือทางศีลธรรมเพื่อสบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง พอเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลงหรือว่ามันแสดงความไม่เที่ยงเป็นอนัตตา และเป็นทุกข์เพราะความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่เป็นที่พึ่งได้ จึงต้องหันไปหาเรื่องปรมัตถธรรมเช่น เรื่องปฏิจจสุปบาทนี้ เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ที่เลื่อนระดับสูงขึ้นไป คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน หรืออะไรที่เป็นของตน จนกระทั่งความดีชั่วบุญบาปสุขทุกข์ โดยไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย ดังนั้นการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิด ที่มีตัวตนและเนื่องกันเป็นชาติๆ ไปนั้นผิดหลักปฏิจจสมุปบาทหรือผิดหลักของพุทธวัจนะ ซึ่งต้องการจะสอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตรหรืออยู่เหนือความรู้สึกว่ามีตัวตรโดยประการทั้งปวง ดังนั้นเรื่องปฏิจจสุปบาทจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยสัสสตทิฏฐิ หรือความมีตัวตนเป็นมูลฐานแต่ประการใด"
ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 5-6
No comments:
Post a Comment