(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Saturday, July 31, 2010

"มันทำไม่ได้นะ ทำได้มันจะมีอัตตา"


"มันทำไม่ได้นะ ทำได้มันจะมีอัตตา" --หลวงพ่อปราโมทย์

ทำให้เราเข้าใจว่าเวลาเกิดอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ อย่าไปบังคับ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าบังคับมันได้ เราก็จะคิดว่าเราเก่ง เราบังคับจิตได้ อัตตามันก็จะเกิด นั่นคือมิจฉาทิฎฐิ
จิตจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ให้มันเป็นไป แต่มันจะมี 2 กรณี

  1. ถ้าจิตยังไม่เข้มแข็ง ก็ให้ทำสมถะเพื่อข่มจิตอกุศล
  2. ถ้าจิตเข้มแข็ง ก็ใช้วิปัสสนาเพื่อตามดูมัน

Friday, July 30, 2010

อริยสัจจ์ หลวงปู่ดูลย์


จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

                                   --หลวงปู่ดูลย์

Sunday, July 25, 2010

อาสาฬหบูชา: "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...

"อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...

ถาม: ท่านโกณฑัญญะรู้อะไรในวันอาสาฬหบูชา? ท่านรู้อะไรจากธรรมเทศนาครั้งแรก ของพระพุทธเจ้า?

ตอบ: ท่านรู้ถึงอริยสัจจ์ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ข้อ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุของทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) มรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์)


 

ถาม: ทำไมอริยสัจจ์เริ่มด้วยทุกข์? ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปไหม?

ตอบ: โดยปกติจะสังเกตว่าหลักธรรมศาสนาพุทธจะมีเป็นข้อๆ โดยแต่ละข้อจะเชื่อมโยงกัน ที่อริยสัจจ์เริ่มด้วยทุกข์เพราะว่า ถ้าไม่เห็นทุกข์ เราจะไม่เห็นความจริงของการหลุดพ้น คงเหมือนสุภาษิตจีนว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ถ้าเราไม่เข้าใจทุกข์ แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร


 

ถาม: ดูเหมือนยุ่งยาก มีวิธีอธิบายอริยสัจจ์ง่ายกว่านี้ไหม

ตอบ: เคยฟังหลวงปู่ดูลย์(ถ้าจำไม่ผิด)อธิบายเรื่องนี้ให้ชาวนาที่เคยไปถามท่าน ท่านตอบว่า เวลาจูงควายในนา แล้วเชือกไปพันตอรู้สึกยังไง? ก็หงุดหงิด ไม่พอใจ นั่นแหล่ะทุกข์ สาเหตุของมันคืออะไร ก็เชือกมันพันตอครับ นั่นแหล่ะสมุทัย แล้วจะหยุดความไม่พอใจนี้ยังไง ก็ต้องไปเอาเชือกออก นั่นแหล่ะนิโรธ แล้วจะเอาออกยังไง ก็ต้องเดินไปที่ต้นตอ แล้วไปเอาเชือกออกครับ นั่นแหล่ะมรรค


 

ถาม: นั่นคือความรู้เชิงปริยัติ (theory) และเวลาปฎิบัติจะต้องทำยังไง

ตอบ: ท่านพุทธทาสพูดเรื่องนี้ในหนังสือปฎิจจสมุปบาท หลวงพ่อปราโมทย์ก็พูดเหมือนกัน นั่นคือ การฝึกสติ ... การฝึกให้สติเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้จิตเห็นความจริงของกาย ความจริงของใจ เมื่อจิตเห็นจนเบื่อ จิตจะละกายละใจ นั่นแหล่ะคือการละขันธ์หรือตัวทุกข์ (read: กายและใจคือตัวทุกข์) เมื่อกายและใจถูกละ ปัญญาจะเกิด เพื่อเข้าใจว่ากายใจนั้นไม่ใช่ของเรา


 

ถาม: ข้อควรระวังใจการปฎิบัติมีสติรู้กายใจคืออะไร

ตอบ: หลักมัชฌิมาปฏิปาหรือการเดินทางสายกลาง ซึ่งเป็นอีกหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันอาสาฬหบูชา โดยหลักนี้ใช้ในการปฎิบัติคือ เวลามีสติรู้กายใจ อย่าเผลอและอย่าเพ่ง โดยปกติคนทั่วไปจะเผลอและพระพุทธเจ้าผ่านทุกขกริยามามากก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริงคือ การเดินทางสวยกลาง


 

ถาม: สรุปรวมแล้วคือ?

ตอบ: ข้อนี้ผมขอยกคำพูดของหลวงพี่ที่วัดป่าที่ลาสเวกัส

ผมไปถามท่านเมื่อสองอาทิตย์ก่อนว่า "หลวงพี่ครับ ฝึกรู้กายรู้ใจแล้วเราได้อะไร" หลวงพี่ตอบว่า "แล้วเราต้องการอะไรหล่ะ" ...


 

หมายเหตุ: หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ที่นี่ด้วยครับ เขียนมาจากที่อ่าน ฟัง และได้ปฎิบัติมา :)

“หลวงพี่ครับ เราดูจิต ฝึกวิปัสสนาไปเพื่ออะไรครับ”

วันก่อนมีโอกาสได้ไปวัดป่าที่ลาสเวกัส เลยเอาข้อสงสัยไปถามหลวงพี่ที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น

ถาม: "หลวงพี่ครับ เราดูจิต ฝึกวิปัสสนาไปเพื่ออะไรครับ ทำไปแล้วได้อะไร"
หลวงพี่ตอบกลับมาว่า: "แล้วอยากได้อะไรหล่ะ"

เข้าใจเลย ^^

"หลวงพ่อครับ ทำยังไงให้เรามีเมตตาครับ"

วันก่อนมีโอกาสได้ไปวัดที่ลาสเวกัสอีกที่ เลยเอาข้อสงสัยไปถามหลวงพ่อที่จำพรรษาอยู่ที่นั่น

ถาม: "หลวงพ่อครับ ทำยังไงให้เรามีเมตตาครับ"
หลวงพ่อตอบกลับมาว่า: "ต้องเข้าใจความจริงนะ เราอยากให้คนอื่นปฎิบัติต่อเราอย่างไร เราก็ปฎิบัติต่อคนอื่นอย่างนั้น"

สาธุ

Saturday, July 24, 2010

Friday, July 23, 2010

นิวรณ์ ๕

ที่ตัดสินใจโพสเรื่องนิวรณ์เพราะว่าเมื่อปฏิบัติสติเนืองๆ แล้ว เข้าใจว่านิวรณ์ก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเรากำลังฝึกวิปัสสนา ตอนแรกเข้าใจว่าจะเกิดแค่ตอนทำสมถะ ในการทำวิปัสสนาเลยต้องเข้าใจและไม่หลงไปกับนิวรณ์เช่นเดียวกัน เช่นทำไปแล้วก็จะดีใจว่าเราดูจิตทัน ไม่พอใจเวลาเราดูจิตไม่ทัน ท้อแท้เบื่อหน่ายที่จะดู หรือแม้แต่สงสัยว่ากำลังทำมาถูกทางหรือเปล่า ในการฝึกดูจิตผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เราก็ต้องดูให้ทันเช่นเดียวกันเพื่อเราจะได้ไม่ตกเป็นทาสของมัน

-----------

นิวรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิวรณ์ (อ่านว่า นิ-วอน) แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความ ตั้งใจปฏิบัติไป

นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่
  2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปราถณาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่
  3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
  5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ

กรรมฐานที่เหมาะสมแก่นิวรณ์

  • กามฉันทะ ให้ภาวนากายคตาสติ
    อสุภะ10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพื่อทำลายความอยากในกามเสีย
  • พยาบาท ให้ภาวนาอัปมัญญาหรือพรหมวิหาร4 วรรณกสิน4 เพื่อเพิ่มความเมตตา
  • ถีนมิทธะ ให้ภาวนาอนุสสติ 7คือพุทธานุสสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสสติ และอาโลกสัญญา(แสงสว่างเป็นอารมณ์ เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเพียร
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ภาวนากสิน 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน วาโยกสิน เตโชกสิน อากาสกสิน อาโลกกสิน เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ
  • วิจิกิจฉา ให้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน(พิจารณาธาตุ4) อานาปานสติมรณานุสสติ เพื่อละความสงสัย

ลักษณะ

  • กามฉันทะ เหมือนน้ำที่ถูกสีย้อม
  • พยาบาท เหมือนน้ำที่กำลังเดือด
  • ถีนมิทธะ เหมือนน้ำในที่มืด
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ เหมือนน้ำกำลังแกว่ง
  • วิจิกิจฉา เหมือนน้ำที่มีจอกแนลอยบังอยู่

บุคคลย่อมไม่อาจมองเห็นใต้น้ำได้สดวกฉันใด เมื่อจิตมีนิวรณ์บุคคลย่อมไม่อาจเห็นจิตตามจริงได้สดวกฉะนั้น

ศีล5ที่สามารถควบคุมนิวรณ์

  • พยาบาท ให้ควบคุมด้วย การไม่ฆ่าสัตว์
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
  • กามฉันทะ ให้ควบคุมคุมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
  • วิจิกิจฉา ให้ควบคุมด้วยการไม่พูดเท็จ
  • ถีนมิทธะ ให้ควบคุมด้วย การไม่เสพสิ่งเสพติดอันเป็นเหตุให้ประมาท

องค์ฌานที่เป็นปฏิปักข์ต่อนิวรณ์

  • วิตก แก้ถีนมิทธะ
  • วิจาร แก้วิจิกิจฉา
  • ปีติ แก้พยาบาท
  • สุข แก้อุทธัจจะกุกกุจจะ
  • เอกัคคตา แก้กามฉันทะ

เมื่อจิตเป็นอัปปนาสมาธิจนเกิดองค์ฌานทั้ง5 ย่อมทำลายนิวรณ์ลงได้ ชั่วคราว คือในขณะอยู่ในฌาน

พละ5ที่เป็นปฏิปักข์ต่อนิวรณ์

อาหารของนิวรณ์

ร่างกายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ทั้งห้า ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
อาหารของนิวรณ์ในที่นี้ หมายถึง ปัจจัยอันนำมาซึ่งผลคือ นิวรณ์ (ซึ่งอาหารของนิวรณ์ทั้งหมดนั้น ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามี การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย หรือ อโยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบด้วยเสมอ)

อาหารของกามฉันท์

สิ่งที่เป็นอาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันท์ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งสวยๆงามๆ (ศุภนิมิต) หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ พบสิ่งสวยๆงามๆ

อาหารของพยาบาท

สิ่งที่เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ ขัดใจ (ปฏิฆนิมิต)

อาหารของถีนมิทธะ

สิ่งที่เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งเหล่านี้ คือ

  1. ความไม่ยินดี ในที่อันสงัด หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล
  2. ความเกียจคร้าน
  3. ความบิดกายด้วยอำนาจกิเลส (บิดร่างกาย เอียงไปมา รู้สึกไม่สบาย ด้วยอำนาจกิเลส)
  4. ความเมาอาหาร
  5. ความที่ใจหดหู่

อาหารของอุทธัจจกุกกุจจะ

สิ่งที่เป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในความไม่สงบใจ
เปรียบเสมือนกองไฟที่คุกร่น แม้ไม่เห็นเปลวไฟแล้ว เหลือแต่ถ่านดำๆ ก็ยังมีความร้อนออกมาอยู่ ให้คนที่นั่งผิงไฟรู้สึกร้อนได้

อาหารของวิจิกิจฉา

สิ่งที่เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย

อ้างอิง

ฉันทะเกิดเมื่อเราสนุก ศรัทธา อยู่กับปัจจุบัน และเห็นประโยชน์ของงาน


พูดถึงเรื่องของฉันทะแล้ว เคยสงสัยว่าฉันทะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉันทะถือเป็นตัวแรกของอิทธิบาท๔ วันก่อนว่ายน้ำอยู่ ก็ฉุกคิดขึ้นมาถึงเรื่องการปฎิบัติของหลวงพ่อปราโมช แล้วก็นึกเลยไปถึงงานเขียนของฐิตินาถ (เข็มทิศชีวิต) และไฟล์เสียงของดร. สนอง เราก็กลับมาคิดได้ว่า ฉันทะน่าจะเกิดเมื่อ
  1. เราสนุกกับสิ่งที่เราทำ หลวงพ่อมักพูดว่าตอนฝึกใหม่ๆ จะไม่คิดอะไรมาก แค่สนใจว่าจิตมันแปลกดีนะ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ การตามดูตามรู้มันเป็นเรื่องสนุกดี
  2. เราศรัทธาในสิ่งที่เราทำ คือเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ แต่อย่าไปคิดว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง ถ้าเราไปเอาผลลัพธ์เป็นหลัก เมื่อมันไม่ได้ตามที่เราหวัง (และหลายๆ ครั้งอาจจะไม่ได้ตามที่หวัง เพราะว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา) เราก็จะเสียใจ แต่พูดแบบนี้แล้วอย่าไปคิดว่าอย่าหวังเลย ตามหลักแล้ว ถ้าเราทำดี ผลจะต้องได้ดีแน่นอน ไม่ต้องกังวล
  3. เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปยึดติดกับความคิดว่ามันจะไม่ดี เราจะทำไม่ได้ ให้รู้แต่เพียงเรื่องของปัจจุบันตอนนี้ เพราะว่าจริงๆ ถ้าเราดูจิตแล้ว ความกลัวในปัจจุบันจะไม่มี แต่มันมีขึ้นมาเพราะว่าเราไปนึกถึงอนาคตหรือไปนึกถึงอดีตสะมากกว่า
  4. เราเห็นประโยชน์ของมัน ตรงนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นประโยชน์ของคนอื่น เช่น เราเรียนจบมา เราต้องถามตัวเองว่า "how can I use my knowledge to use? How can I use it to help others?" ไม่ใช่ถามว่า ทำงานแล้วจะได้เงินเท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบหลังแล้ว เราจะกลัวที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เพราะว่านายจ้างคงต้องประเมิณว่าเงินที่จ่ายเรามันคุ้มค่ากับงานเราหรือไม่ แต่ถ้าเราคิดถึงคนอื่น เราไม่ต้องกลัวว่าจะต้องถูกวิจารณ์ ถึงแม้จะโดน(เพราะว่าวิจารณ์ก็เป็นหนึ่งในโลกธรรม) เราก็ไม่เจ็บมาก เพราะว่าเราตั้งใจทำเพื่อคนอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเมื่อเราทำตัวเพื่อสังคมจริงๆ คนอื่นคงไม่กล้าวิจารณ์เรามาก เหมือนอาสาสมัคร คนด่าอาสาสมัครคงมีน้อยกว่านายจ้างด่าลูกจ้าง เรื่องนี้คงโยงไปถึงเรื่องแม่ค้ากระท้อนลอยแก้วในหนังสือเข็มทิศชีวิตที่คิดถึงประโยชน์ของงานตัวเองมากกว่ารายได้หรือกำไรที่จะได้รับ
  5. อย่าไปหวังผล แค่ทำปัจจุบันให้ดี: ไม่ใช่ goal-oriented แต่ present-oriented

Thursday, July 22, 2010

ปฎิจจสมุปบาท: “มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็นปฎิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง

"มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็นปฎิจจสมุปบาทคราวหนึ่ง หรือรอบหนึ่ง และคล้ายกับมีการเกิด ๒ หน คือ เมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้นในขณะที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา นี้คือการเกิดขึ้นของวิญญาณ-นามรูป-อายตนะ ซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนกับมิได้มีเพราะกำลังหลับอยู่"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 14


"เรื่องปฎิจจสมุปบาทนี้มีประโยชน์ที่ทรงมุ่งหมาย คือ จะกำจัดเสียซึ่งอัตตานุทิฏฐิ หรือความสำคัญว่าตัวตรให้ชัดเจนลงไปลำพังแต่จำแนกให้เห็นว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา อย่างนั้นอย่างนี้มันยังไม่พอ จึงต้องแสดงให้เห็นชัดด้วยลักษณาการของปฏิจจสมุปบาทขันธ์ทั้งหลายนี้ เพิ่งเกิดเมื่อมีอาการ ๑๑ อาการของปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นครบถ้วย โดยหลักที่ว่า 'เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ฯลฯ' นี้ทำให้เห็นอนัตตาชัดลงไป ทั้งที่ตัวกิเลส ตัวกรรม และตัววิบากของกรรม หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นอนัตตาทั้งที่ตัวเหตุ และตัวผลตลอดไปไม่เว้นระยะ…"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 15

Wednesday, July 21, 2010

หลักเกณฑ์ที่เนื่องกันอยู่ของปฏิจจสมุปบาท




ปฎิจจสมุปบาท: ‘เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

"ด้วยอำนาจความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอยู่ระหว่างกลาง ระหว่างความมีตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน และเป็นเรื่องที่มีหลักของตัวเองว่า 'เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ' และหลักนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาไม่ให้ตกไปฝ่ายสัสสตทิฏฐิ และฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ แต่อยู่ตรงกลาง"

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 8

ปฎิจจสมุปบาท: “แต่ต้องเป็นเรื่องปฎิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึกเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ”

"ปฏิจจสมุปบาทที่แท้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิที่จะทำให้คนไม่ทำดี ไม่รับผิดชอบ หรือไม่รักชาติ เหมือนที่ชอบหาความกันอยู่ทั่วไป และไม่ใช่สัสตทิฏฐิ ที่ทำให้คนหลงตัวเอง หรือหลงชาติ หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตรของตรอย่างคนบ้าหลง ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เรื่องเฟ้อทางปริยัติเหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก แต่ต้องเป็นเรื่องปฎิบัติที่รัดกุม คือ มีสติควบคุมความรู้สึกเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาส ภพ ชาติ ขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำว่าปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นคำเทคนิคมากเกินไปนี้ก็ยังได้" (เน้นเอง)

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 7

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ, “ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่เป็นที่พึ่งได้”

"เมื่อ [พระพุทธเจ้า] ทรงสอนศีลธรรมก็ต้องตรังอย่างมีสัตว์ มีบุคคล มีตัวตน กระทั่งมีตถาคต กระทั่งสอนให้ทำบุญกุศล ตายแล้วจะได้ผลบุญกุศลที่สร้างไว้ ครั้นทรงสอนปรมัตถธรรมก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคตเอง มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะๆ ทะยอยกันไป ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม แต่ละอย่างๆ ติดต่อกันเป็นสายที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใครแม้ในขณะนี้ จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรมเก่าทำนองสัสสตทิฏฏิและทั้งไม่ใช่ตายแล้วก็สูญไปทำงานอุจเฉททิฐฏิเพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญเสียแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ความอยู่ที่ตรงกลางนี้แหละ คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือมัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม คู่อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่ใช้ได้กระทั่งทางศีลธรรม


 

ตามปรกติคนธรรมทั่วไป ก็ยึดถือทางศีลธรรมเพื่อสบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง พอเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลงหรือว่ามันแสดงความไม่เที่ยงเป็นอนัตตา และเป็นทุกข์เพราะความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่เป็นที่พึ่งได้ จึงต้องหันไปหาเรื่องปรมัตถธรรมเช่น เรื่องปฏิจจสุปบาทนี้ เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ที่เลื่อนระดับสูงขึ้นไป คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน หรืออะไรที่เป็นของตน จนกระทั่งความดีชั่วบุญบาปสุขทุกข์ โดยไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย ดังนั้นการสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิด ที่มีตัวตนและเนื่องกันเป็นชาติๆ ไปนั้นผิดหลักปฏิจจสมุปบาทหรือผิดหลักของพุทธวัจนะ ซึ่งต้องการจะสอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตรหรืออยู่เหนือความรู้สึกว่ามีตัวตรโดยประการทั้งปวง ดังนั้นเรื่องปฏิจจสุปบาทจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยสัสสตทิฏฐิ หรือความมีตัวตนเป็นมูลฐานแต่ประการใด"


 

ปฎิจจสมุปบาท: หลักปฎิบัติอริยาสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย พุทธทาสภิกขุ หน้า 5-6