(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Thursday, December 25, 2008

ความมหัศจรรย์ของจิต

มีใครเคยเจอเหตุการณ์แบบเราไหม...เกี่ยวกับจิตช่วยเตือนเราล่วงหน้า... คุยได้ทุกศาสนานะ

ช่วงใกล้สิ้นปีงานเรายุ่งมาก ๆ บางคืนนอนไม่ค่อยหลับ เพราะยังคิดเรื่องงานอยู่...อยากทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี และไม่อยากให้มีข่อผิดพลาด เพราะเป็นงานสำคัญและยากมาก

เมื่อวานเราเข้าไปกำกับงานเอง....(เราทำหนังสือ) อยู่จนดึก เหมือนว่างานจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเก็บงานอีกนิดหน่อยวันรุ่งขึ้น กลางคืน..เหมือนฝัน(แต่ก็ไม่เชิง) คือเราหลับไปแล้วอยู่ๆ ก็มีภาพหนึ่งโผล่ขึ้นมา แต่เรานึกไม่ออกว่ามันเกี่ยวกับงานยังไง พอตอนเช้า เราเข้าไปทำงาน พอตรวจปรู๊ฟสุดท้าย จึงพบข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง...น่าแปลกก็คือ เราวางภาพผิด (เป็นภาพที่สำคัญมาก) เพราะเมื่อคืนชักเบลอ ๆ และสุดท้ายเราจึงพบว่าภาพที่ขาดหายไป คือภาพที่เราเห็นตอนกลางคืนนั้นเอง

เราแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า...จิตของเรามันจะเตือนเราได้
คืองานนี้ถ้าเราใส่ภาพบุคคลสำคัญ (มาก ๆ ) ผิดไป เราเดือดร้อนแน่ๆ
รวมไปถึงหน่วยงานของเราด้วย...มันจะเกิดเรื่องใหญ่มากจริง ๆ

เรื่องจิตมาช่วยเราทำงานเนี่ย เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเพื่อน แล้วคนนั้นจะติดต่อมา ซึ่งเราชินแล้ว และเห็นเป็นปกติ (ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า) แต่นี้เป็นครั้งแรกเลย..ที่เขามาช่วยเตือนไม่ให้เราทำงานพลาด

มีใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างไหม




ผมเสริมว่า

แบบนี้ไม่เคยเกิด แต่เคยได้พบกับความมหัศจรรย์ของจิตครับ

ช่วงนั้นเตรียมเรียนต่อ แล้วต้องเขียน statement of purpose เขียนแล้ว แก้แล้วหลายรอบ ปรากฎว่าไม่ได้ผลสักทีเลย สุดท้ายไปนั่งสมาธิ ก็ได้เข้าใจว่าปัญหาคืออะไร แต่ยังหาทางแก้ไม่ได้ แต่รู้แล้วว่าทำไมเขียนไม่ได้สักที จากนั้นก็นอนครับ พอทีนี้ตอนรุ่งเช้าตื่นมาเข้าห้องน้ำ จะกลับไปนอน กำลังเคลิ้ม ๆ ปรากฎว่าทุกย่อหน้าโผล่มาตรงหน้าเลย แบบว่าต้องเขียน 10 ย่อหน้า 10 ย่อหน้าออกมาให้เห็นเลยว่า ย่อหน้าที่หนึงต้องเริ่มแบบนี้ แล้วแบบนี้ต่อ ย่อหน้าต่อไปต้องเขียนอย่างนี้ ผมลุกขึ้นมาจดเกือบไม่ทัน สุดท้ายนั่นคือ final draft เลยครับ

ทุ ก ข์ เ พ ร า ะ ล ะ ว า ง ค ว า ม รั ก ไ ม่ ไ ด้ ท ำ ยั ง ไ ง ถึ ง จ ะ ว า ง ไ ด้ ค ะ

ถาม ทุ ก ข์ เ พ ร า ะ ล ะ ว า ง ค ว า ม รั ก ไ ม่ ไ ด้ ท ำ ยั ง ไ ง ถึ ง จ ะ ว า ง ไ ด้ ค ะ

เราเคยมีแฟนที่เราเคยรักกันมากค่ะ แต่ตอนนี้ใจเค้าเปลี่ยนไปแล้ว แต่เรายังคงรักเค้ามาก

ก่อนนี้วางอนาคตกันไว้แล้ว ว่าเป็นคนที่ใช่ค่ะ พอโดนเค้าบอกเลิก ก็เลยสภาพจิตใจย่ำแย่ ร่างกายก็เริ่มแย่ตาม

ช่วงแรก เสียใจและเครียดมาก ถึงขั้นอยากตาย ก็อาศัยธรรมมะช่วยชีวิตไว้ ไปถือศีลบวชเนกขัม

ประกอบกับอ่านธรรมมะพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จิตใจก็เริ่มสงบลง ละวางความโลภ โกรธ เกลียด ได้จากใจจริงๆ

แต่กลับละวางความรักไม่ได้ค่ะ ยังคงเสียใจ หมดอาลัยตายยากอยู่อย่างเดิม น้ำตาไหลก่อนจะลืมตาตื่นนอนเสียอีก

พอบวชครบกำหนด กลับมาบ้าน พ่อที่อยู่ต่างจังหวัดโทรมาหา ท่านบอกว่าไม่ต้องคิดมากนะ ป๊าเป็นห่วง น้ำตาก็ไหลไม่หยุด
หลายความรู้สึกมันเทมารวมกัน เสียใจที่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง แต่ก็หยุดความรู้สึกโศกเศร้าไม่ได้

ยิ่งรู้ว่า ทุกสิ่งเกิดจากเวรกรรมของตัวเรา ก็ยิ่งเสียใจกับอดีต พยายามแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร

ตัดสินใจไปกราบหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ที่จังหวัดชัยภูมิ เดินทางจากกรุงเทพไปคนเดียว ทั้งๆที่เป็นคนขี้ขลาดมาก

กลัวอันตรายสารพัด แต่พอคิดว่า ไม่มีอะไรทุกข์ไปกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว จากที่ได้ยินชื่อท่านเมื่อ3ปีก่อน ก็อยากไปกราบท่าน แต่จะมีเหตุให้ไม่ได้ไปอยู่เสมอ

คราวนี้คิดในใจอยู่อย่างเดียวว่า ต้องไปให้ได้ เมื่อไปถึงก็ได้รับการดูแลอย่างดี ได้กราบหลวงพ่อ ท่านมีเมตตาให้ลูกหลานมากมาย

สภาพจิตใจในตอนนี้ ยังคงเศร้าซึมไม่หาย เตือนสติตัวเองตลอดเวลาตื่นนอนให้ระลึกถึง คำหลวงพ่อ ท่านให้ภาวนาพุทโธ เราก็ภาวนาไปเรื่อยๆ พอจิตฟุ้ง
ก็ดึงตัวเองกลับมาเริ่มที่ระลึกถึงท่านใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ตั้งแต่หลวงพ่อท่านบอกมา

แต่สภาพจิตใจก็ยังคงทุกข์อยู่ ไม่คิดอยากได้อยากมี ไม่คิดถึงอนาคต คิดแค่ทำหน้าที่ตัวเองในตอนนี้ให้ดีเท่านั้นเอง

ทำยังไงถึงจะละวางความรักได้ล่ะคะ ตอนนี้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยู่เพื่ออะไร แล้วก็พยายามใส่คำตอบว่า
อยู่เพื่อทำงานหาเงินเลี้ยงพ่อแม่ แต่ใจก็หดหู่ไม่หาย ดูทีวีไม่สนุก ฟังเพลงไม่เพราะ หาความสุขไม่เจอค่ะ

ทั้งๆที่ใครๆก็บอกว่า มันอยู่ที่ใจ




คำแนะนำ สิ่งที่คุณทำอยู่ถูกแล้วครับ เพียงแต่อาศัยเวลา แต่ต้องดีใจนะครับว่าถ้าไม่ได้เจอธรรมะ เวลาที่ต้องใช้จะยาวกว่านี้ครับ

เรื่องละความรักเป็นเรื่องที่ยาก ลองคิดดูสิครับคนเราเกิดมาก็ได้ความรักจากพ่อ แม่ โตมาหน่อยก็จากญาติ โตไปอีกก็ได้จากเพื่อน โตไปอีกก็จากคนรัก ตั้งแต่เกิดจนโตเราอยู่ในวงเวียนของความรัก จะละไปนั้นจะใช้เวลาเดือนหรือสองเดือนหรือสามเดือนคงไม่พอครับ แ่ต่ขอให้เชื่อว่าความทุกข์ครั้งนี้จะผ่านไปได้ครับ :o)

อีกอย่างกลับมาถามตัวเองครับว่าจริง ๆ แล้ว ร้องไห้ทุกข์เพราะอะไร? ถ้ามองจริง ๆ แล้วคุณอาจจะเห็นว่าสิ่งที่คุณ "คิด" ว่ากำลังเป็นแรงผลักให้คุณร้องไห้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงนะครับ (ผมผ่านมาแล้ว) พอได้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักให้เราทุกข์จริง ๆ เราจะแก้ได้ง่ายครับ ขอไม่บอกแล้วกันว่าสิ่ง ๆ นั้นคืออะไร เพราะว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้จริง ๆ ผมคิดว่าเหมือนกัน แต่อยากให้ึุคุณได้พบเจอเองครับ ของแบบนี้เจอเองจะต่างจากคนอื่นบอก ส่วนจะหาของจริงนั้นได้อย่างไร ก็ทำตามที่หลวงพ่อบอกครับ

กระทู้ข้อคิด: ผลลัพธ์ของสิ่งที่เราได้วันนี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตถูกต้องหรือไม่

ได้กลับไปฟังคุณฐิตินาถอีกรอบ ก็ได้แง่คิดดี ๆ อีกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคุณอ้อยบอกว่า ผลลัพธ์ของสิ่งที่เราได้วันนี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตถูกต้องหรือไม่ สิ่งที่เราเจอทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี เป็นสิ่งที่เตือนใจ เป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่าเราใช้ชิวิตที่ผ่านมาอย่างไร

แทนที่เราจะไปโศกเศร้ากับความทุกข์ เราควรจะเอาความทุกข์มาเป็นตัวสะกิดใจเรา เช่น ยามเราอกหัก หยุดคร่ำครวญให้เร็วที่สุด แล้วหันกลับมามองว่าเราได้ทำตัวดีแล้วหรือยังที่จะคู่ควรกับคนดี ๆ ไม่ได้หมายความว่าเค้าดีแล้วเราไม่ดีนะครับ แต่คนเราเป็นเหมือนแม่เหล็ก เราทำตัวอย่างไร เราก็จะได้คบกับคนแบบนั้น ถ้าเราอยากมีความรัก ชีวิตที่ดี เราควรที่จะกลับมาพัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์ แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะกลับมา

ลองคิดดูง่าย ๆ ครับ มีคนสองคนให้เรารัก คนแรกปล่อยชีวิตไปวัน ๆ กับคนที่สองทำตัวเองให้มีคุณค่า เราอยากฝากชีวิตไว้กับใคร?

ถ้าเราอยากเป็นคนที่เค้าฝากชีวิตไว้ เราก็ควรทำตัวให้เค้าเห็นว่าเค้าฝากชีวิตไว้กับเราได้

หรืออีกตัวอย่าง ถ้าเราคบกับแฟนตอนที่เรารู้ว่าเค้าติดยาเสพติด แล้วสุดท้ายเค้าทิ้งเราไป เราควรมานั่งเสียใจหรือไม่? แน่นอนหลายคนบอกว่าไม่ควร แต่เรื่องของความรักเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่เข้าใจ คนที่ประสบเองเท่านั้นถึงจะรู้ แต่ผมก็อยากจะบอกว่า การที่คุณได้เลือกคนที่ติดยาเสพติดมาเป็นแฟนแต่แรก คุณรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร (แต่หลายต่อหลายคนก็หลอกตัวเองว่าเราจะเปลี่ยนเค้าได้ เลยเลือกที่จะคบ) ดังนั้นที่คุณไม่ควรเสียใจ ไม่ใช่เพราะว่าเค้าเป็นคนไม่ดีแล้วเหมาะแล้วที่คุณควรเลิกกับเค้า แต่เพราะว่าผลลัพธ์ของการได้คบคนไม่ดีออกมาให้คุณเห็นตั้งแต่วันแรกที่คบเค้า แต่คุณยังฝืนที่จะคบไป ดังนั้นสิ่งที่ได้วันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เป็นเรื่องธรรมาชาติ ธรรมดาที่คุณเองต่างหากที่ยอมรับไม่ได้ นี่เป็นผลลัพธ์ที่สะกิดใจคุณว่าการตัดสินใจครั้งที่ผ่านมาผิด แล้วควรเก็บเป็นบทเรียนสำหรับความสัมพันธ์ครั้งต่อไป

พูดแบบนี้แล้วหลายคนบอกว่า "คุณไม่ได้มาเจอแบบฉัน" "คุณโชคดีกว่าฉันหนิ ก็พูดได้" แต่คุณอ้อยให้แนวคิดไว้ว่า ทุกคนมีทุกอย่างที่จะมีชีวิตที่เพียงพอเสมอ เพราะการมีมากไม่ใช่ตัวบ่งบอกความสุข ลองดูคนที่ถูกลอตเตอร์รี่แล้วไม่รู้จักเพียงพอ ก็เกิดเป็นทุกข์อีก เมื่อใช้เงินโดยไม่มีการประเมิณ นี่แสดงให้เห็นว่า จำนวนเงินไม่ได้บ่งความสุข แต่ความสุขอยู่ที่ตัวเรา เราเลือกเองได้ครับ

ป.ล.
1. หลักนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องครับ ไม่เพียงแต่กับเรื่องเงิน
2. ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ให้ผมได้ปฏิบัติทานครับ

ขอให้มีกำลัง-ของ-ใจสำหรับอุปสรรคปีหน้าครับ

และแล้วก็ถึงเวลาปีใหม่อีกแล้ว เป็นอีกครั้งที่ต้องกลับมาทบทวน กลับมาพัฒนาตัวเองอย่างจริงจังอีกรอบสะทีแหะ ไม่ได้แปลว่าตลอดเวลาไม่ได้ทำนะครับ คือทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ยิ่งตอนเรียน ช่วงเปิดเทอมเนี่ยทำได้ยาก อยู่รอบผู้คน รอบปัญหาไปหมด แต่ปีใหม่แบบนี้ได้อยู่คนเดียว ได้กลับมาคิด ทบทวนอะไรหลายอย่าง ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องไปจุ้นจ่าน ยุ่งยากกับใคร

ขอให้ทุกคนอย่าประมาทกับเวลาช่วงปีใหม่ อย่าหลงระเริงกับการสังสรรค์จนลืมกลับมาให้เวลากับตัวเองนะครับ (เช่น ลองถามตัวเองว่าเราเคยรู้สึกถึงลมหายใจที่เข้าออกจมูกเราจริง ๆ สักครั้งหรือไม่ ถ้าไม่เคยลองหยุดแล้วหายใจเข้าเต็มปอดหนึ่งครั้งและออกช้า ๆ แล้วให้รู้สึกถึงมวลของอากาศที่กำลังผ่านโพรงจมูกแค่นี้แหละครับ)

ปีหน้าขอให้มีทุกข์ที่ทนได้ง่ายมากกว่าทุกข์ที่ทนได้ยาก แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างหลังขอให้มีกำลังใจ -- หมายถึง กำลังของใจ -- ที่จะพาให้ผ่านพ้นไปได้ครับ

Sunday, April 27, 2008

มรณานุสติ ลมหายใจที่น้อยลงทุกขณะ

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำมานาน
(1) ตั้ง Journal Online ที่เป็นแหล่งภาษาอังกฤษของคนไทย โดยคนไทย (หรือ Engaging English)
(2) แจกหนังสือฟรี แต่ว่ามีเงื่อนไขว่าผู้รับจะต้องเขียน essay เข้ามาประกวด (เพื่อเป็นการฝึกให้คนไทยฝึกเขียนภาษาอังกฤษ)
(3) เขียนความในใจเกี่ยวกับการ comment essay ว่าสิ่งที่หลายๆ ทำอยู่ เราคิดว่าไมได้ผล (ตั้งนานไม่กล้าเขียนเพราะว่ากลัวว่าจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดถึงเจตนา)

(4) แบ่งปันความรู้ภาษาอังกฤษที่มีให้กับคนอื่น โดยเฉพาะความรู้ที่ไม่เคยอยากให้ เพราะว่าความ "งก" (เป็นนิสัยที่แย่ และขัดกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำ)

มาดูทีละข้อ

(1) มีความหวังนานมากแล้วที่อยากจะสร้าง Journal ขึ้นมา เพราะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจ ได้แต่อ่านของฝรั่ง ทำไมของไทยไม่มีมั่งนะ ทั้งๆ ที่เราก็มีความสามารถไม่แพ้เค้า ชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาร่วมเขียน ก็ถือว่ากำลังจะประสบความสำเร็จ แม้คนอ่านจะไม่มาก แต่ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ได้ทำ

(2) เมืองไทยยังขาดแคลนคนที่รู้เรื่อง essay อย่างจริงๆ จังๆ เลยอยากแบ่งปันความรู้ให้กับคนไทยได้เรียนการเขียนแบบที่ฝรั่งเค้าเรียน จุดนี้เลยโยงไปกับข้อที่ (3) ที่ได้แสดงความเห็นของตัวเองออกมาว่า วิธีการเรียนที่ได้ผลมันควรจะเป็นอย่างไร (ในความเห็นของเรา)

(4) ข้อนี้กลับมาคิดไปมาถ้าวันนึงถ้าเราต้องตาย แล้วเราไม่ได้ถ่ายทอดให้คนอื่น มันก็คงจบไปกับเรา ไม่คุ้มกันเลย

ช่วงนี้มีความรู้สึกว่าเหลือเวลาอีกไม่มากกับชีวิตนี้ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เลยคิดว่าต้องรีบทำให้เสร็จก่อนที่จะไม่มีโอกาส

"สิ่งที่กำลังหายไปทุกขณะ โดยที่เราไม่รู้ตัวคือ ลมหายใจของเรา..."




Wednesday, April 9, 2008

อกหัก ... คิดยังไงดีให้ดีขึ้น


จากหนังสือ หาสุขได้จากทุกข์ ของ ท่านพุทธทาส


"ราวกับว่าเราไม่มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตของเรา"

จะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อคืนหลังเกิดเหตุการณ์ แต่ว่าง่วงมากครับ... ถือว่าเป็นข้อคิดส่วนตัวประจำวันของผม ที่อยากแบ่งปันแล้วกันนะ

เมื่อวานผมมีโอกาสเข้าร่วมสนทนาห้องแชทห้องหนึ่ง พอเข้าไป เจอน้องคนหนึ่งพูดๆๆๆๆๆ ไม่หยุด พอคนอื่นยกไมค์จะพูด น้องเค้าก็บอกว่า "ผมขออีก 15 นาที" ซึ่งตามหลักแล้วน่าจะไม่เหมาะสมเพราะว่าควรจะผลัดกันพูด ... จริงๆ ถ้าจะพูด 15 นาทีจริงๆ คงไม่มีใครว่าหรอก แต่เพราะว่าน้องเค้าพูดไปเรื่อยๆ ไม่มีการลำดับข้อความ อีกทั้งยังไม่มีประเด็นชัดเจน ทำให้การพูดของน้องเค้าเป็นเหมือนการพูดไร้สาระไป ทั้งๆ พูดเรื่องมีสาระมาก

ผมเริ่มหงุดหงิด ผมเลยออกจากห้องแชท หลังจากนั้นพี่คนหนึ่งก็ชวนผมเข้าไปใหม่ ก็เจอน้องอยู่พูดอยู่!!! ผมก็หงุดหงิดอีกครั้ง เพราะหวังว่าจะได้หยิบไมค์สนทนาบ้าง น้องเริ่มพูดจนคนในห้องเริ่ม "ด่า" ผมก็เริ่มอดไม่ไหวเหมือนกัน...

แต่ทันใดนั้น ผมก็นึกถึงคำว่า "รู้ทันใจ" ผมเลยนั่งฟังน้องเค้าพูดต่อ พร้อมกันหลับตานั่งรู้ทันใจไปเรื่อยๆ

ผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง เริ่มได้ยินเสียงน้องเค้าพูด --- และไม่เพียงได้ยิน (hear) แต่ว่าได้ฟัง (listen) สิ่งที่น้องเค้าพูดจริงๆ --- จากนั้นผมเริ่มฟังน้องเค้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เริ่มมองเห็นเค้าเปลี่ยนจากเด็กที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นเด็กคนหนึ่งที่พูดแต่สิ่งดีๆ ที่มีเจตนาดีๆ (แม้วิธีพูดยังน่าเป็นที่รำคาญของคนในห้องเหมือนเดิม สังเกตได้จากข้อความหน้าจอของห้องสนทนานั้น) ผมฟังไปก็ยิ้มไป และคิดได้ว่านี่แหละน้องเค้ากำลังสอนอะไรพวกเรา แต่พวกเราต่างหากที่ไม่ยอมรับความแตกต่างของเค้าที่อายุน้อยกว่า ทำให้เราไม่เห็นสิ่งดีๆ แต่กลับไปเห็นสิ่งที่เราไม่อยากมอง ไม่อยากฟังกัน

ทุกที่มีสิ่งที่เราเรียนรู้ได้เสมอ เพียงแต่เราจะเปิดใจยอมรับหรือเปล่าเท่านั้นเอง.... คนเราก็แปลก ชอบเลือกสิ่งที่ไม่ชอบเข้าตัว แล้วไปโทษคนอื่นที่ทำให้ตัวเองหงุดหงิด ราวกับว่าเราไม่มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตของเรา ต้องเดินตามสิ่งเร้าที่มากระทบเราตลอดเวลา จริงไหมครับ...

ผมยังฟังน้องไม่เสร็จ -- ไม่สิ ถ้าจะให้ถูกน่าจะพูดว่า น้องเค้ายังพูดไม่จบ -- ก็มีโทรศัพท์เขามา ผมก็ไปรับ กลับมาอีกที น้องหายไปแล้ว เห็นคนในห้องพูดว่าน้องคงน้อยใจออกไปแล้ว เพราะว่าปกติไปคุยห้องไหน ก็ไม่มีใครอยากให้ไมค์ มีห้องนี่แหละ ที่ให้โอกาสน้องเค้าพูด

ฟังแบบนี้แล้ว ผมยิ่งรู้สึกผิดกับความคิดหงุดหงิดตอนแรกของผม ก็ได้แต่ส่งข้อความไปขอบคุณน้องเค้าที่สอนอะไรดีๆ ให้ผมก่อนนอน ...

หลายๆ คนอ่านเรื่องนี้แล้วอาจจะคิดว่าเป็นการมองโลกในแง่ดี ตามวิธีของจิตวิทยายุคใหม่ แต่สำหรับผมเองนั้น อยากจะบอกว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ

สำหรับเรื่องนี้ถ้ามองโลกในแง่ดี คงจะได้ผลออกมาดังนี้: ผมก็นั่ง "ทน" ฟังไปเรื่อยๆ แล้วก็ "หลอกตัวเอง" ไปเรื่อยๆ ตลอดการฟังว่าเราเรียนรู้อะไรจากคนอื่นได้ แม้ว่าสิ่งที่พูดนั้นอาจจะไม่มีอะไรดีเลยก็ตาม ผลจากการฟังก็ไม่มีอะไรมากหรือว่าจะมีบ้างจากการพยายามค้นหาข้อดีอย่างทุรนทุราย ... ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าใจเราไม่เปิดอย่างที่เราพูดไว้ว่าจะเปิดใจ คือปากเปิด แต่ใจไม่เปิดตามปาก

ผลที่ได้จากการมองโลกในแง่ดีนั้น ต่างจากผลที่ผมได้ดังที่อธิบายไปตอนต้นแล้วสิ้นเชิงครับ...

สื่อด้วยภาพ




สื่อด้วยภาพแล้วกันครับ สำหรับหัวข้อนี้ ...
(ขอบคุณภาพจากกระทู้หนึ่งในพันทิปดอทคอม)

ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล

"ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล"

ช่วงก่อนปีใหม่จนถึงตอนนี้ผมนั่งคิดกับตัวเองว่า ความรักนั้นจริงๆ มันเป็นยังไง

หมายถึงรักที่มีแต่ให้

พูดถึงคำว่ารักที่มีแต่ให้ บางคนก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก หลายคนบอกไม่มีจริง

เพราะว่าสุดท้ายเราก็ต้องหวังตักตวงสิ่งที่เราเสียไป ... ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มันเป็นความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้

แต่เมื่อเช้านี้กลับมานึกเรื่องนี้ในบริบทของประโยคนี้ - ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีอะไรจากเราไปตลอดกาล

ผมก็มองเห็นว่า สิ่งที่เราหวังจะได้กลับมานั้น สุดท้ายก็ต้องจากเราไปอยู่ดี ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอด ดังนั้นถ้าเราคิดได้แบบนี้ การให้ก็จะกลายเป็นการให้ที่(น่าจะ)บริสุทธิ์ใจจริงๆ...

ใจคุณกำลังจมน้ำอยู่หรือเปล่า?

ช่วงนี้อ่านหนังสือจรรโลงใจก่อนนอนทุกคืนครับ ไปเจอข้อคิดหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจดี

ทุกวันนี้เราหยิบโน่นหยิบโน่นมาใส่ใจเราตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรียนทำงาน เรื่องความรัก เรื่องความเกลียด เรื่องความเครียด เรื่องความเศร้า เรื่องความหวัง เรื่องความผิดหวัง เรื่องอนาคต เรื่องตัวเอง เรื่องคนรอบตัว แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างวันนี้จะกินอะไรดี ทุกขณะที่เราใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในใจเรา เราเคยหยุดที่จะถามตัวเองหรือเปล่าว่า

"เราใส่อะไรลงไปบ้าง และสิ่งที่เราใส่ลงไปนั้นมันหนักเกินที่ใจของเราจะรับได้หรือไม่"

ถ้าเปรียบใจของเราตอนลืมตาดูโลกเหมือนลูกบอล 1 ลูกที่ข้างในไม่มีอะไรเลย ที่กำลังลอยอยู่ในน้ำอย่างเบาสบาย ปัจจุบันนี้ อายุเท่านี้ เคยที่หยุดถามใจของเราหรือเปล่าว่า มันเป็นยังไง? มันมีของอะไรอยู่ในนั้นบ้าง? มันมีแรงที่จะลอยอยู่ในน้ำต่อไปอีกนานเท่าไหร่?

นี่ไม่ได้หมายความว่า ลูกบอลควรจะอยู่กลวงๆ เหมือนแรกเกิด แต่สิ่งที่อยู่ข้างในมันควรที่จะมีค่าพอกับพื้นที่ที่เราแบ่งให้ ... สิ่งเหล่านั้นไม่ควรจะหนักจนทำให้เราพยุงลูกบอลไปไม่ถึงฝั่ง

เรามี 2 ทางเลือก

1. ละทิ้งสิ่งที่ละทิ้งได้ ให้ลูกบอลเบาขึ้น
2. ถ้าทิ้งไม่ได้ ก็ต้องทำให้ลูกบอลใหญ่และแข็งแรงขึ้น


สิ่งสำคัญคือ อย่าให้มันหนักอยู่อย่างนั้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย....ไม่เพียงแต่ลูกบอลลูกนั้นจะจม แต่เจ้าของของมันก็จะจมไปด้วยเช่นกันครับ
(ดัดแปลงมาจากสิ่งที่อ่านนะครับ)

ปัญหาเหมือนสายป่านที่พันกัน

ปัญหาเหมือนสายป่านที่พันกัน

แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่ได้ ... ถ้าหากไม่ได้หยุดคิดว่า "เรากำลังพยายามที่จะทำอะไร" นั่นคือ รู้ตัว

คำตอบแค่เพียงว่า ... กำลังพยายามแก้สายป่านที่พันกัน ... ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา

เนื่องจากปัญหาพันกันหลายทบ ความคิดแค่ "กำลังพยายามแก้ปัญหา" ไม่พอ และการคิดแบบนั้นรังแต่สร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้น - ไม่ได้ทำให้ลดลง

นึกถึงเวลาทำข้อสอบ เหลืออีก 10 ข้อ แต่เหลือเวลาอีก 1 นาที ...

ปัญหาคือ เวลาไม่พอที่จะทำให้เสร็จ

ทางแก้คือ พยายามกาให้ครบๆ ... ด้วยใจที่ระทึก ใจที่เต้นตุ๊บตั๊บ กาผิด กาถูก ... ใจที่ไม่นิ่ง ไม่ใช่ทางแก้ของปัญหา แต่กลับกลายเป็นปัญหา โดยที่เราไม่รู้ตัว ...

"รู้ตัว" คำๆ เดียวที่เป็นทางแก้ปัญหาเบื้องต้น

รู้ตัว ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาโดยสมบูรณ์ แต่รู้ตัวจะพาไปสู่ทางแก้ปัญหาที่ซํบซ้อนด้วยความง่ายดาย

1 + 2 + 3 + 4 + 5 + 6 + 7 + 8 + 9 = ?

ปัญหาคือ โจทย์เลข

ทางแก้ปัญหาโดยทั่วไปคือ 1 + 2 + 3 + 4 ไปเรื่อยๆ จนถึง 9

1 + 2 = 3 + 3 = 6 + 4 = 10 + 5 = 15 + 5 = 20 + 6 = 26 + 7 =.... ปัญหาไม่หาย แต่ปัญหาเพิ่ม แทนที่จะคิดตัวเลขแค่ 9 ตัว แต่ต้องมี 10 20 33...ตามมา

แต่
1 + 9 = 10; 2 + 8 = 10; 3 + 7 = 10; 4 + 6 = 10; 5 = 45 ... เพียงแต่หยุดคิดสักนิด อย่ามัวแต่ไม่คิดแก้ปัญหา ปัญหาก็แก้ง่ายขึ้น


การแก้ปัญหา ไม่ใช่เอาใจไปไว้ที่ "ฉันต้องแก้ปัญหา หรือ ฉันพยายามแก้ปัญหา" แต่ควรเอาใจไปไว้ที่ตัวเอง และให้เกิดปัญญาเพื่อแก้ปัญหา

เดินทางไปอวกาศได้...

วันนี้ฟังดร. อาจองพูด แล้วน่าสนใจ(อีกแล้ว)

คนเราเดินทางไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร ไปโน่นนี่ได้ ของพวกนั้นมันห่างไกลจากเราไปตั้งกี่หมื่นๆ แสนๆ ไมล์ แต่เราก็ไปได้
แต่

ใจเราห่างจากเราแค่ไม่มีมิลลิเมตร เราไม่เคยไปถึง ...

ถ้าคิดง่ายๆ

ถ้าคิดง่ายๆ ว่าความสุขมี 2 แบบ

1. มีความสุขเพราะว่าได้กินของที่ชอบ ได้ไปที่ๆ อยากไป ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้สมหวังกับคนที่รักและ
2. มีความสุขเพราะว่าไม่คิดอยากไป ไม่คิดอยากชอบ ไม่อยากทำ

เราทุกคนมีความสุขแบบที่หนึ่งได้ คนได้กินอาหารอร่อยๆ ชอบใจใหญ่

สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีความสุขแบบที่หนึ่งได้ หมาได้กินกระดูก ชอบใจใหญ่

เราทุกคนมีโอกาสที่จะมีความสุขแบบที่สองได้

แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่สามารถพบกับความสุขแบบนี้ได้เลย

แต่เราก็ไม่คิดที่จะทำตัวให้ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ...

ความสุข

วันนี้นั่งอ่านหนังสือ อ่านไปเรื่อยๆ ผมเจอย่อหน้านี้ นิ่งสนิทเลย แล้วปิดหนังสือทันที มานั่งคิดถึงคำว่า "ความสุข" สะใหม่ ความสุขต้องใช้เงิน? ความสุขต้องมาพร้อมความไม่สบายใจ? ความสุขต้องมีคนอื่นมามีส่วมร่วม?

"เราทุกคนสามารถเป็นคนมั่งคั่งได้ทุกชั่วชีวิต
ชาวนาที่กำลังเดินกลับบ้านตอนเย็นแล้วบังเอิญจับปลาได้สองตัว
มีพอแบ่งให้เพื่อนบ้านได้หนึ่งตัว อีกตัวที่เหลือก็แกงกินได้ทั้งครอบครัว
และยังมีพอแบ่งไปทำบุญที่วัดให้สบายใจได้อีก เค้าเป็นคนที่มีเหลือ มีพอ
และมีความสุข"


บทเรียนชีวิต...ใน 1 วัน

วันนี้มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนนึง เค้าเล่าว่าทุกวันนี้เค้าพยายามที่จะนั่งทบทวนแต่ละวันก่อนเข้านอนว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้างในและเกี่ยวกับชีวิต

ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจ ผมเป็นอีกคนนึงที่ช่วงนี้เริ่มหันมาสนใจสิ่งพวกนี้ (เห็นได้จากบลอกช่วงนี้ของผมจะเน้นไปเรื่องนี้สะส่วนใหญ่) ผมว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะควรเจียดเวลาสัก 5 - 10 นาทีมานั่งคิดทบทวนว่าในแต่ละวันเราได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง
การเรียนรู้มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แต่ผมคิดว่านั้นไม่ใช่สาระสำคัญนะ ผมว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือ การให้เวลากับตัวเอง การได้หยุดสำรวจตัวเอง

ใน 1 วันมีอะไรเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน เอาแค่ช่วงขณะนี้ที่ผมกำลังเขียน และคุณกำลังอ่าน ลองหยุด และมองตัวเองว่าตอนนี้กำลังทำอะไร และคิดอะไรอยู่

เรามีเวลาให้กับอะไรตั้งหลายอย่างนอกกาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ แต่จะไม่มีเวลาให้กับตัวเอง แม้เพียงแค่ 5 นาทีเลยหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมว่ามันน่าเศร้ามากๆ ...

ทำไมเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดกับกูด้วย

จาก เข็มทิศชีวิต


กลัว กลัว กลัว

จากหนังสือเรื่อง หาสุขได้จากทุกข์ ของท่านพุทธทาส

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อหลายเดือนก่อน ช่วงกำลังมีปัญหากับชีวิต อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเราเบาลงไปมากๆ โดยเฉพาะข้อความจากหน้านี้ครับ