(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Thursday, August 26, 2010

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาอ่อนๆ (ตรุณวิปัสสนา) สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ มี ๑๐ อย่าง คือ

  • โอภาส หมายถึง แสงสว่าง(ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
  • ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
  • ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
  • ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
  • สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
  • อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
  • ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
  • อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
  • อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
  • นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ
เมื่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนาสามารถยกเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นมาพิจารณาเป็นหมวดๆ ตามแนวไตรลักษณ์ที่ละอย่างๆ จนเริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เกิดเป็นวิปัสสนาญาณอ่อนๆ (หรือตรุณวิปัสสนา เช่น ในช่วงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ) ในช่วงนี้ก็จะเกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้นมา

วิปัสสนูปกิเลสทั้งสิบนี้ เป็นภาวะที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง และไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิด คิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว หรือหลงยึดเอาคิดว่าวิปัสสนูปกิเลสนั้นเป็นทางที่ถูก ถ้าหลงไปตามนั้นก็เป็นอันพลาดจากทาง เป็นอันปฏิบัติผิดไป คือพลาดทางวิปัสสนา แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเดิมเสีย นั่งชื่นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง

ผู้ที่ไม่เกิดวิปัสสนูปกิเลส

วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่

  • พระอริยสาวก ผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว
  • ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ)
  • ผู้ละทิ้งกรรมฐาน
  • บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกมาแต่เริ่มต้น)
แต่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ประกอบความเพียร ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนาแล้ว เท่านั้น

ความยึดถือวิปัสสนูปกิเลส

อุปกิเลสแห่งวิปัสสนานี้มี ๑๐ อย่าง แต่ละอย่างมีความยึดถือได้อย่างละ ๓ แบบ (รวมเป็น ๓๐) ได้แก่

ทิฏฐิคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยทิฏฐิ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสเกิดขึ้นแก่เราแล้ว"

มานคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยมานะ เช่น ยึดถืออยู่ว่า "โอภาสน่าพึงพอใจจริงหนอ เกิดขึ้นแล้ว"

ตัณหาคาหะ หมายถึง ยึดถือด้วยตัณหา เช่น ชื่นชมโอภาสอยู่

อ้างอิง

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์".

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม".

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พุทธธรรม".

พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร). "วิปัสสนาทีปนี".

พระพุทธโฆษาจารย์. "คัมภีร์วิสุทธิมรรค".



http://th.wikipedia.org/wiki/วิปัสสนูปกิเลส


--

Sunday, August 8, 2010

คุณเคยรู้สึกว่าความทุกข์มันมีน้ำหนักไหมครับ

ตอนเด็กๆผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องมีวันนี้เลย วันที่ความทุกข์มันมีน้ำหนักจริงๆ ทุกวันนี้ผมเหมือนไม่มีพื้นที่ให้ยืน ให้หายใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน เจอหน้าใครก็เหมือนพูดจาไม่ถูกใจใครไปซะหมด ต้องตามมาด้วยคำต่อว่า บางครั้งผมอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ อยากขอให้คนรอบตัวอย่าเพิ่งว่าอะไรผมเลย แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะผมยังคงต้องทำงาน ต้องกลับบ้าน เคยคิดว่าถ้าหายไปซะได้ก็คงดี อะไรต่อมิอะไรจะได้จบๆ ผมพยายามแล้วนะ ที่จะมองโลกในแง่ดี มองคนที่เค้าแย่กว่าเรา แ่ต่อาการผมมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมรู้สึกจริงๆนะว่าเหมือนมีอะไรกดทับที่ไหล่ตลอดเวลา กดจนรู้สึกว่าไม่สามารถยืนตรงๆได้ กดจนหน้าอกเจ็บ ผมคิดได้อย่างเดียวว่าตอนนี้อาการผมคงหนักพอสมควรแล้วละ ไม่งั้นความทุกข์ต่างๆ มันจะแปรเป็นน้ำหนักจริงๆได้อย่างไร ที่สำคัญตอนนี้ความทรงจำผมเริ่มหายไปเป็นช่วงๆ เช่น ผมจำไม่ได้เลยว่าผมหยิบของบางอย่างมาอยู่ในมือ หรือในกระเป๋าได้อย่างไร ถ้าให้วิเคราะห์ก็คือ ความทรงจำระยะสั้นของผมเริ่มไม่ทำงานแล้ว ผมอยากระบายให้ใครซักคนนึงว่าตอนนี้ผมเครียด ผมทุกข์ทรมาน อยากหลุดจากสภาพนี้จริงๆ ถึงตอนนี้ผมควรไปหาหมอแล้วใช่ไหม ใครเคยไปพบจิตแพทย์บ้างครับ ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายอะไรมากไหมครับ ขอคำแนะนำจากทางพี่ๆเพื่อนๆที่สามารถผ่านสถานการณ์ หรือสามารถปรับชีวิตให้ดีขึ้นได้ให้คำแนะนำผมด้วยครับ

จากคุณ     : ผ่านนภา

เขียนเมื่อ     : 8 ส.ค. 53 19:25:48


 

ความทุกข์ที่อยู่กลางออกนั่นเป็นอารมณ์ขุ่นๆ อารมณ์กดๆ ที่เกิดเพราะว่าคุณคิดแต่เรื่องเครียดๆ จนมันสะสมไว้

แนะนำเบื้องต้นคือ ฟังเพลง เล่นกีฬา ทำอะไรก็ได้ให้ผ่อนคลายครับ แล้วอารมณ์แน่นๆ กลางหน้าอกจะหายไป

แต่ถ้ากลับมาคิดอีก มันก็จะกลับมาหนักๆ แน่นๆ อีก

ดังนั้นหลังจากใจผ่อนคลายแล้ว ให้นั่งไตร่ตรองดูว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาแต่ละอย่าง ถ้ามีหลายปัญหาก็ list ออกมา แล้วก็แก้ไปทีละเปราะ

บางอย่างที่แก้ไม่ได้ ก็ต้องหัดปล่อยให้เป็น การยอมรับความทุกข์ เป็นการกระทำที่ยากที่สุด เพราะว่าคนเราจะเอาแต่สบาย รักตัวเอง ทุกข์ไม่ชอบ เอาสุขอย่างเดียว แต่พอเหตุคับขันแบบนี้ หันไปทางไหนก็ไม่มีสุข เจอแต่ทุกข์ จิตดิ้นรนต่อไม่ได้ ทางเดียวคือ นิ่งแลัวยอมรับ

แปลกแต่จริง คนเราเวลายอมรับอะไรแล้ว ปัญหาจะหาย ให้คิดว่าจะเป็นยังไงก็ช่างมัน เราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอครับ

ป.ล. ไปหาหมอก็ดีนะครับ แต่หมอก็ช่วยแก้ปัญหาคุณไม่ได้ สิ่งที่หมอทำได้คือ ให้คุณระบายออกมา เพื่อผ่อนคลาย แล้วมีแรงไปสู้ปัญหาใหม่ -- ปัญหายังอยู่ ปัญหาไม่หาย เพราะว่าหมอก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มีแต่คุณเท่านั้นที่แก้มันได้ อ่านดูแล้วหดหู่ เหมือนอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็นั่นแหล่ะครับ ความจริง ความจริงคนเราทุกคนสุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งตัวเอง คนอื่นก็เป็นเพียงตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผมตอบกระทู้คุณเสร็จ ผมก็ไม่คิดเรื่องคุณละ เพราะว่ามันไม่ใช่ปัญหาของผมจริงมั้ย?

สุ้ๆ ครับ

แก้ไขเมื่อ 08 ส.ค. 53 23:50:19

จากคุณ     : เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง

เขียนเมื่อ     : 8 ส.ค. 53 23:46:48

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9558627/L9558627.html

Monday, August 2, 2010

ดูคนอื่นมาก จนลืมดูตัวเอง

ดูคนอื่นมาก จนลืมดูตัวเอง

ลืมดูกาย และใจ ลืมดูภายใน มัวแต่ดูภายนอก

เราภาวนาไม่ได้เอาดี เอาสุข แต่เอาความจริง

เราภาวนาไม่ได้เอาดี ไม่ได้เอาสุข ไม่ได้เอาสงบ แต่เอาความจริง แต่ก็ต้องถือศีล ๕ ไว้ก่อน –หลวงพ่อปราโมทย์

ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ สอนให้ดี ตื้นเกินไป

ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ สอนให้ดี ตื้นเกินไป ธรรมะสอนให้เห็นธรรมชาติของกายใจ ว่าดีก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง จิตไม่กระเพื่อม เพราะว่าเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว --หลวงพ่อปราโมทย์

วิธีสังเกตว่าเราปฎิบัติถูกไหม

วิธีสังเกตว่าเราปฎิบัติถูกไหม ให้สังเกตเรื่องเหล่านี้

มักน้อย สันโดษ สงัด(หลีกจากหมู่มวล) ศีลเพิ่ม ทุกข์ลด กิเลสลด จิตตั้งมั่น เห็นความจริงของกายของใจ

อย่าให้กิเลสเอาไปกิน ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วคิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว นี่กิเลสนะ

Sunday, August 1, 2010

ความตาย

"เห็นพ่อเราตาย เราเบิกบานนะ เพราะว่าพ่อกำลังแสดงธรรมะให้เราดู" --หลวงพ่อปราโมทย์