(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Tuesday, December 29, 2009

"ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำสำเร็จมาแล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้ามันยากเกินไป ต้องไม่มีใครทำได้สิ"


คิดว่าถ้าให้ถอย ยอมตายดีกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นทำสำเร็จมาแล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้ามันยากเกินไป ต้องไม่มีใครทำได้สิ คิดว่าถ้าทำไม่สำเร็จก็ตายไปกับมันนี่แหละ ทำจนกว่าจะได้ ถ้าตั้งใจจริงก็ต้องทำได้ สุดท้ายไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจจริงค่ะ

จากคุณ : แอนนะยะ
เขียนเมื่อ : 30 ธ.ค. 52 10:06:22

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8711264/L8711264.html

Monday, December 14, 2009

ชีวิตมีแต่ความขัดแย้ง

ชีวิตก็มีแต่ปัญหาความขัดแย้ง ขนาดร่างกายเราเองยังขัดแย้งเลย ในร่างกายมีทั้งธาตุน้ำซึ่งขัดกับธาตุไฟ บางทีความคิดเราก็ขัดแย้งกันเอง (ไปหรือไม่ไปดี) ขนาดเราเองยังขัดแย้งกันเอง แล้วคนอื่นจะไม่ขัดแย้งกับเราได้อย่างไร? แล้วเราจะทำยังไง ก็ทำสติให้เกิด เพื่อยอมรับและเผชิญกับความขัดแย้งนั้น

รุ่งอรุณแห่งความเป็นจริง 3
(พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส)
( ธรรมทานจากพุทธธรรมสถาน ผาซ่อนแก้ว)

วิปลาส - ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน

[178] วิปัลลาส หรือ วิปลาส 4 (ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน, ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง - distortion)
วิปลาส มี 3 ระดับ คือ
1. สัญญาวิปลาส (สัญญาคลาดเคลื่อน, หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู - distortion of perception)
2. จิตตวิปลาส (จิตคลาดเคลื่อน, ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร - distortion of thought)
3. ทิฏฐิวิปลาส (ทิฏฐิคลาดเคลื่อน, ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น เช่น มีสัญญาวิปลาสเห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิดทิฏฐิวิปลาส เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมีจิตตวิลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิดทิฏฐิวิปลาสว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล - distortion of views)

วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ
1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (to regard what is impermanent as permanent)
2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (to regard what is painful as pleasant)
3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (to regard what is non-self as a self)
4.. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (to regard what is foul as beautiful)

A.II.52. องฺ.จตุกฺก. 21/49/66


http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=178

Saturday, December 12, 2009

โคตมีสูตร - หลักว่าธรรมใดเป็นของแท้หรือเป็นของปลอม

โคตมีสูตร - หลักว่าธรรมใดเป็นของแท้หรือเป็นของปลอม

หลักโคตมีสูตร

อีกประการหนึ่ง ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า
อะไรไม่ใช่ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านก็หวั่นวิตกอยู่
พระองค์จึงได้วางหลักไว้ให้เราตัดสิน ที่เรียกว่า
หลักโคตมีสูตร เป็นหลักซึ่งเราควรจะนำมาใช้
ที่สุดในสมัยนี้ ว่าอะไรเป็นของแท้อะไรเป็นของปลอม
หลักที่พระพุทธเจ้าวางไว้มี ๘ ข้อด้วยกัน คือ

ธรรมเหล่าใด
เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ
เป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลส
เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่
เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความคลุกคลีกันเป็นหมู่เป็นคณะ
เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก

นั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

แต่ถ้าหากว่าข้อปฏิบัติการกระทำ หรือคำสอนเหล่าใด
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัดย้อมใจ
เป็นไปเพื่อคลายความทุกข์
เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อความขยันหมั่นเพียร
เป็นคนเลี้ยงง่าย

นั้นเป็นธรรมเป็นวินัยของพระพุทธเจ้า

หลักนี้เราควรจะจำทีเดียว ก็เก็บไปติดไว้ในใจแล้วก็ดู
การกระทำ การพูด การปฏิบัติ หนังสือที่เราอ่าน ว่าสิ่งนั้น
เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ เอาแว่นแปดอันนี้ใส่ตาเข้า
แล้วก็ส่องดูเราก็เห็นได้ ว่าอันนั้นใช่ อันนั้นไม่ใช่
เพราะในสมัยนี้ครูมาก อาจารย์มาก แล้วครูอาจารย์
ส่วนมากก็มักจะชักนำลูกศิษย์ตามทางของตน
เพื่อประโยชน์อย่างโน้น เพื่อประโยชน์อย่างนี้
ถ้าหากว่าเราไม่มีแว่นกระจกไว้ส่องดูให้ดีๆ แล้ว
ความเข้าใจผิดก็อาจจะเกิดขึ้นแก่พี่น้องพุทธบริษัททั้งหลาย
ได้ง่ายเหลือเกิน จึงอยากจะขอฝากแนวคิดนี้ไว้ด้วย

*****
จากหน้า ๗๙ - ๘๐
หนังสือ
'๙๐ ปี ปัญญานันทะ ๔๐ ปี วัดชลประทานรังสฤษฏ์'
โดย มูลนิธิภิกขุปัญญานันทะ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
พิมพ์เมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓
*****

เจริญในธรรม


http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001765.htm

Sunday, April 19, 2009

หลักการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า

การใช้ถ้อยคำของพระพุทธองค์
๑.คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่พูด
๒.คำพูดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกเวลาพูด
๓.คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกเวลาพูด
๔.คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่พูด
๕.คำพูดที่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่พูด
๖.คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกเวลาพูด



องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต
๑.วาจาที่กล่าวถูกต้องตามกาลเวลา
๒.วาจาที่กล่าวเป็นความจริง
๓.วาจาที่กล่าวอ่อนหวาน
๔.วาจาที่กล่าวเป็นประโยชน์
๕.วาจาที่กล่าวด้วยจิตเมตตา



เคล็ดลับการพูดของพระพุทธองค์
"อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คือ"
๑.เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ
๒.เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ
๓.เราจักแสดงด้วยความเมตตา
๔.เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส
๕.เราจักแสดงไปโดยไม่ให้กระทบตนและคนอื่น



ลีลาการพูดของพระพุทธองค์
๑.สันทัสสนา พูดอย่างแจ่มแจ้ง ให้เห็นประจักษ์ เหมือนกับเห็นด้วยตาตนเอง
๒.สมาทปนา พูดให้เห็นจริง จนคล้อยตาม เกิดความยอมรับและนำไปปฏิบัติ
๓.สมุตเตชนา พูดให้เกิดความกล้าหาญมีกำลังใจ ให้เกิดความแข็งขัน พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม เกิดความมั่นใจตนเองว่าจะทำได้
๔.สัมปหังสนา พูดให้เกิดความแช่มชื่น ร่าเริง แจ่มใส เบิกบาน ปลอดโปร่ง ไม่หดหู่ซบเซา มีความหวัง



"เมื่อตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม"
"เมื่อแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม"
"เมื่อแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม"
"แม้ที่สุดเมื่อแสดงธรรมแก่ปุถุชนทั่วไป เช่น คนขอทาน หรือพวกนายพรานทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม"

"เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่าตถาคตเป็นผู้หนักในธรรม เป็นผู้เคารพธรรม"

www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010490.htm

Sunday, February 22, 2009

โน้ตจากการบรรยายธรรม: กลยุทธ์การเอาชนะใจ

กลยุทธ์การเอาชนะใจ ของ ดร. สนอง วรอุไร

1. ใจมีสภาพรู้ เปลี่ยนการรับรู้นั้นให้เป็นอารมณ์ เก็บสะสมข้อมูล เคลื่อนที่เร็วมาก

2. ใจที่ไม่ได้ฝึกก็นำโทษมาให้กับเจ้าของใจ (เช่น พาเจ้าของไปเกิดในอบายภูมิ) บางทีนำโทษไปให้คนอื่นนั่นคือ พอรับรู้เรื่องไม่ดีแล้ว มันก่อให้เกิดการกระทำ (เช่น ดูหนังโป๊ -> รับอารมณ์ -> ไปข่มขืน)

3. วิธีการเอาชนะใจ ไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การไปดื่มเหล้า ไปชอปปิ้ง (นั่นมันแค่หนี โดยเอาอย่างอื่นมาล่อใจ)


4. ใจที่มีสติ จะมีงานทำ ไม่ออกไปข้างนอกไปรับรู้สภาพ; ใจที่วุ่นวาย คือใจที่ว่าง มันเลยต้องออกไปหาอารมณ์ข้างนอก

5. วิธีการเอาชนะใจด้วยการสร้างกำลังให้กับใจ (เหมือนนักกีฬา ถ้าไม่มีกำลังวิ่งได้ไหม) และด้วยการฝึกใจ (เหมือนลิงที่ฝึกเก็บมะพร้าวแล้วใคร ๆ ก็อยากได้ ลิงไม่ฝึกมีใครอยากได้ไหม)

6. สร้างกำลังให้กับใจด้วย พละ 5:

6.1 ศรัทธา ศรัทธาความดีของพระพุทธเจ้า พ่อแม่ ครู เทวดา ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยความเชื่อหรืออารมณ์
6.2 วิริยะ
เพียรอย่าให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับใจ; เพียรให้สิ่งที่ไม่ดีที่อยู่ในใจให้มันหมดไปด้วยการไม่ใช้ และดูว่ามันเกิดแล้วต้องดับไปตามกฎไตรลักษณ์; เพียรทำให้อะไรดี ๆ ที่ยังไม่เกิด ทำให้มันเกิด; เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่
6.3 สติ ทำให้สติมันเกิดทุกขณะตื่น อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปอดีต ไม่ต้องเดินทางไปอนาคต จิตที่มีสติจะนิ่ง อารมณ์จะน้อย
6.4 สมาธิ จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เกิดจากสติที่มั่นคง (สติมาก สมาธิเกิดนั่นเอง) เมื่อสมาธิสูงเกิดกำลังของใจจะเยอะมาก
6.5 ปัญญา ไม่ได้หมายถึงปัญญาทางโลก (ปัญญาเกิดจากการฟัง/อ่าน/คิด) แต่หมายถึงปัญญาทางธรรมที่เกิดเมื่อจิตนิ่ง (เกิดจากสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน) คือปัญญาที่เห็นโลกตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างที่เข้ามาในใจมันดับทุกเรื่อง พอเข้าใจแบบนี้จิตจะไม่ตกเป็นทาสและจะเป็นอิสระ

เมื่อมีพละ 5 กำลังของจิตจะเยอะ เพราะว่าจะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ วิธีทดสอบพลังของใจ ให้ดูว่าเรายังมีอารมณ์ไหม ถ้ายังมี แสดงว่ายังไม่กล้าแข็ง

7. ฝึกใจด้วย ด้วยการฝึกสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ไตรลักษณ์

วิปัสสนาภูมิ ตอนที่ 12 ไตรลักษณ์
โดย พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี)



นมตถรตนตตยสส ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุก ความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

โอกาสต่อไปนี้จะได้ปรารภธรรมะตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามหัวข้อเรื่องที่กำหนดไว้ คือเรื่องไตรลักษณ์และการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ เรื่องไตรลักษณ์ ความหมายคำแปลก็คือ ลักษณะเครื่องหมาย 3 ประการ ลักษณ์ก็คือเครื่องหมาย ไตรก็คือ 3 ไตรลักษณะก็คือ ลักษณะ 3 ประการ

1) อนิจจลักษณะ คือ ลักษณะที่ไม่เที่ยง เครื่องหมายที่ไม่เที่ยง คือ เปลี่ยนแปลง ปรวนแปร เปลี่ยนแปลงไป

2) ทุกขลักษณะ คือ เครื่องหมายความเป็นทุกข์ คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทุกข์ในที่นี้หมายถึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทนในคุณลักษณะคุณสมบัติเดิมไม่ได้

3) อนัตตลักษณะ คือ เครื่องหมายที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีความเป็นตัวตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล

ลักษณะเครื่องหมาย 3 ประการนี้ก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา คือ วิปัสสนา ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องไปเห็นไตรลักษณ์ วิปสสนาคือความรู้แจ้งความรู้จริงตามความเป็นจริง ก็คือการเข้าไปรู้เห็นรูปธรรมนามธรรมที่มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงของรูปนามก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าไปเห็นความจริงเข้าไปรู้เห็นความจริง ความจริงก็คือ รูปนามหมายถึง ปฏิเสธความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ความจริงคือรูปธรรมนามธรรม ตามความเป็นจริงก็คือรูปนามนี้เกิดดับ เกิดดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเข้าไปรู้เห็นอันนี้แหละชื่อว่าวิปัสสนา ชื่อว่าความรู้แจ้งตามความเป็นจริงรู้ของจริง ตามความเป็นจริง ฉะนั้นการที่จะเกิดการรู้เห็นตามความเป็นจริงก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ

คือตัวสติระลึกรู้ให้ตรง สัมปชัญญะก็พิจารณาให้ตรง พิจารณาให้ตรงตัวรูปนาม หากพิจารณาไม่ตรงตัวรูปนาม มันก็ไม่เห็นรูปนาม และก็ไม่เห็นลักษณะไตรลักษณ์ของรูปนาม คือ ไปพิจารณาดูไปเพ่งอยู่กับสมมุติบัญญัติ หรือรูปนามที่ดับไปแล้ว หรือรูปนามที่ยังไม่เกิด เป็นอดีต อนาคต ก็ไม่สามารถจะรู้แจ้งตาม ความเป็นจริงได้ สิ่งใดที่ดับไปแล้วก็ไม่เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้รู้แจ้งเพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ มันไม่มีหลักฐานที่จะแสดงให้เห็นสัจจธรรม ฉะนั้นการที่จะรู้แจ้งมันต้องมีหลักฐานที่อยู่ เฉพาะหน้า คือรูปนามที่อยู่เฉพาะหน้า ต่อหน้าต่อตา แสดงลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ยังไม่เกิดมันยังไม่ปรากฏขึ้นมันก็ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอเป็นข้อมูล เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้

ฉะนั้นหลักของการเจริญวิปัสสนาก็ต้อง พิจารณารูปนามให้ได้ปัจจุบันคือช่วงที่กำลังปรากฏปัจจุบันหมายถึงกำลังปรากฏ ปัจจุบันแค่ไหนปัจจุบันชั่วขณะนิดเดียว แว่บเดียวก็ผ่านเป็นอดีตแล้ว ขณะได้ยินก็เพียงแว่บเดียว ได้ยินแว่บเดียวเป็นอดีตไปแล้ว เห็นก็เห็นแว่บหนึ่งก็เป็นอดีต ได้กลิ่นนิดหนึ่ง รู้รสนิดหนึ่ง รู้สัมผัสเย็น รู้สึกเย็นกระทบ เย็นแว่บเดียวก็ผ่านไปแล้ว แต่ว่ามันเกิดซ้ำๆ กันและถี่มาก มันก็เลยดูว่าไม่เห็นมันดับไปสักที เย็นตลอดสาย ที่จริงมันก็เย็น มันเย็น มันเย็น มันเย็น มันไม่ใช่ว่าเย็นแล้วอยู่คงที่อย่างนั้น เย็นแว่บเดียวก็ผ่านไปๆ เราไม่สังเกตก็ดูมันก็เห็นเป็นพืด หรือความตึงความหย่อน ก็เหมือนกัน มันก็แว่บเดียว ตึงนิดเดียว

อันนี้ต้องให้ไปเห็นรูปนามที่ปรากฎแว่บเดียว อย่างนี้ ถ้าเห็นปรากฎแว่บหนึ่งผ่านไป แว่บหนึ่งผ่านไปจะได้ปัจจุบัน แล้วก็นำมาซึ่งปัญญา คือจะเกิดความรู้แจ้งขึ้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ เห็นไตรลักษณะโดยไม่ต้องไปบังคับให้เกิดปัญญามันก็เกิดขึ้นเอง เหมือนกับว่าเมื่อ มองไปที่วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง มันย่อมจะเห็นลวดลายของสิ่งเหล่านั้น อย่างแผ่นหินอ่อนนี่ ถ้าเรามองที่แผ่นหินอ่อน เพ่งไป มันก็ต้องเห็นลวดลายของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันใดก็ดีเมื่อได้กำหนดตรงรูปนามได้ปัจจุบันอยู่ ก็จะต้องเห็นลักษณะของรูปนาม เครื่องหมายของรูปนามก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่จริงแล้วมันก็ที่เดียวกัน อยู่ในที่เดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าอนิจจังมันเปลี่ยนไป ปรากฏแล้วก็เปลี่ยนแปลงไป มันก็เท่ากับว่าเป็นทุกข์ ความทุกข์คือหมายถึงว่าทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทุกข์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เจ็บปวดทางกายไม่สบายร่างกาย อันนี้เรียกว่าทุกขเวทนา ทุกข์ที่จะให้เห็นในที่นี้ก็คือทุกข์ที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ฉะนั้นลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ มันก็มาจากความเปลี่ยนแปลงก็คืออนิจจังนั่นแหละ ที่มันเปลี่ยนแปลงทนอยู่ ในสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตาคือการบังคับบัญชาไม่ได้ มันก็มาจากความเป็นทุกข์นั่นแหละ คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือจะบังคับให้มันตั้งอยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้

รูปนามที่มันเกิดขึ้นบังคับให้มันอยู่อย่างนี้นั้นก็ไม่ได้ มันก็จะต้องทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ ดังนั้น อนัตตาก็มาจากความทุกข์นั่นแหละ แต่ว่าการเข้าไปรับ รู้มันจะไปคนละแง่ บางคนปฏิบัติไปก็เห็นในแง่ของอนิจจัง บางคนก็เห็นในแง่ของทุกขัง บางคนก็เห็นในแง่ของอนัตตา แต่ก็คืออยู่ในที่เดียวกัน คืออนัตตาความบังคับบัญชา ไม่ได้ก็คือเป็นทุกข์นั่นเอง คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ก็คือมัน เปลี่ยนแปลงก็คืออนิจจังนั่นเอง ฉะนั้นเราก็มีจุดยืนว่า วิปัสสนาต้องไปเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่เห็นอย่างอื่น ไม่ใช่ไปเห็นนรกเห็นสวรรค์เห็นวิมาน เห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ หรือว่าไปเห็นสีแสงเห็นสิ่งที่ลี้ลับอะไร ไม่ใช่ ต้องเห็นรูปนาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าปฏิบัติไปยังไม่ถึงขั้นของการเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ชื่อว่ายังไม่เข้าถึงวิปัสสนา ถึงแม้จะทำจนจิตนิ่ง ดับความรู้สึก ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นวิปัสสนา ถึงแม้ว่าจะทำจนจิตนิ่ง ดับความรู้สึก ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นวิปัสสนา แม้จะนั่งได้เป็นวันๆ โดยไม่ขยับร่างกาย บางคนนั่งได้หลายๆ ชั่วโมง แต่ไม่ได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่เป็นวิปัสสนา


ข้อมูล http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7073

พละ 5: กำลังของใจ เครื่องทำให้ใจมีกำลัง

วันนี้จะเทศน์เรื่อง กำลัง กำลังมีสองอย่างคือ กำลังกายและกำลังใจ หรือที่เรียกกันว่า พลังๆ กำลังกายเราบำรุงให้เจริญแข็งแรงได้ด้วยบำรุงสุขภาพพลานามัยดี จึงค่อยมีกำลังเรี่ยวแรงแข็งขันขยันทำมาหากินเลี้ยงชีพ ทำการงานทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญงอกงาม ส่วนกำบังใจเป็นของมองเห็นได้ยาก มันต้องมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังทีเดียว ที่เรียกว่า พละ ๕ สำหรับบำรุงใจ พละ ๕ นั้นมิใช่ตัวกำลังทีเดียว มันเป็นเครื่องทำให้ใจมีกำลัง จะอธิบายถึงเรื่องกำลังของใจ ซึ่งไม่บำรุงโดยการให้อาหารเหมือนกับร่างกาย แต่บำรุงด้วยพละ ความเชื่อ เป็นกำลังใหญ่โต วิริยะ พละ ความเพียรก็เป็นกำลังอันหนึ่ง สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ก็เป็นกำลังอันหนึ่ง สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ก็เป็นกำลังของใจแต่ละอย่าง ๆ ธรรมทั้งห้าอย่างประกอบกันเข้าแล้วทำให้ใจมีพลังแก่กล้า สามารถที่จะทำให้มรรคผลนิพพานลุล่วงไปได้เหมือนกัน สามารถที่จะละกิเลสบาปธรรมทั้งปวงได้ ถ้าหากว่ามีครบมูลบริบูรณ์แล้ว เชื่อได้เลยว่าเป็นอันสำเร็จประโยชน์ตามที่ต้องการ ที่พูดถึงกันโดยส่วนมากว่า บารมีไม่พอ บุญวาสนาน้อย บารมีน้อย ก็เกิดจากพละนี่เอง คือพละนี่แหละน้อย

ศรัทธาพละ
ความเชื่อ เชื่อแน่วแน่ในคุณงามความดี ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครคนอื่นรับแทนได้ ตนทำตนต้องได้รับผลประโยชน์อันนั้นแน่นอน ตั้งต้นตั้งแต่ทำทาน มีพลังเต็มที่ สามารถที่จะสละสิ่งของๆ ตนที่มีอยู่ให้จาคะบริจาคไปได้ ไม่ว่าสิ่งอันนั้นจะเป็นของมากของน้อยย่อมสละได้ เมื่อเป็น เช่นนั้นแล้ว จงบำรุงรักษาให้เจริญงอกงาม ยินดีพอใจกับการทำทานอันนั้นให้แก่กล้าเสียก่อน อย่าไปเห็นว่าของเล็กน้อยของต่ำตื้น ให้มันมีกำลังเต็มที่เสียก่อน เราจะเอาศรัทธานั้นไปใช้ในทางอื่นอีกต่อไป คนประมาทดูถูกศรัทธาเลยไม่กล้าทำความดีต่อไปได้ ทีหลังศรัทธาที่จะเกิดใน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เลยหมดไป ครั้นศรัทธาในการที่จาคะบริจาคไม่มีแล้ว บุญอันนั้นก็หมดไปเหมือนกัน ศรัทธาในการรักษาศีล ก็ให้แน่วแน่ให้เต็มที่ในการรักษาศีล จะเป็น ศีล ๕ ศีล ๘ กรรมบถ ๑๐ อะไรต่างๆ ก็ขอให้แน่วแน่ อย่าไปหวังศีล ๒๒๗ อย่างพระภิกษุเลย ถึงศีล ๒๒๗ ก็ตามเถิดถ้าไม่เชื่อมั่น ศรัทธาไม่แน่วแน่เต็มที่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร สมาธิก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าได้สมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อะไรต่าง ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยไม่ยินดีพอใจก็เลยทำสมาธิไม่ได้ทีหลัง เมื่อสมาธิมีแล้ว เล็กน้อยก็ชั่ง พอใจยินดีกับสมาธิอันนั้นแหละตั้งใจมั่นขยันหมั่นเพียรในสมาธินั้นให้มันเต็มที่ มันค่อยเลื่อนไหลขึ้นไปเองหรอก ปัญญาก็เหมือนกันถ้าหากว่าเราเกิด อุบาย ปัญญาอะไรขึ้นมานิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตาม เกิดจะรู้อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตาม ถ้าไม่ตั้งใจพิจารณาอันนั้น ไม่ประกอบศรัทธาอันนั้นให้แก่กล้า ไม่แน่วแน่เต็มที่มัน ก็ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนกัน การที่ทำอะไรหละหลวมก็เพราะเหตุไม่มีศรัทธานั่นเอง และที่ทำอะไรไม่แน่วแน่เต็มที่ก็เพราะไม่มี ศรัทธา เหมือนกัน จงให้รู้เรื่องศรัทธาของเราเสียที เราพลั้ง ๆ เผลอ ๆ หลง ๆ ลืม ๆ คือเราไม่แน่วแน่เต็มที่ นั่นคือศรัทธาของเราไม่เต็มที่ ศรัทธามันขาดตรงนี้แหละ เหตุนั้นจงพากันบำรุงศรัทธาอย่างอธิบายมานี้ให้แก่กล้า ให้เป็นขั้นเป็นตอน ให้ศรัทธาอันนี้งอกงามเสียก่อน เจริญเต็มที่เสียก่อน เมื่อศรัทธามีแล้ว วิริยะ ความเพียรมันวิ่งเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเป็นกำลังเลย ขยันหมั่นเพียรประกอบกิจต่าง ๆ เช่นทำบุญทำทานหมั่นเพียรแสวงหาสิ่งที่จะต้องนำมาทำบุญทำทาน แสวงหามาได้ก็คิดถึงการทำทาน นี่ศรัทธามันสนับสนุนช่วยเหลืออย่างนี้


วิริยะพละ
ความเพียรนั้น เพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อมีศีลก็พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด ทีแรกก็รักษาได้เป็นครั้งเป็นคราว เพียรพยายามนาน ๆ เข้าให้มันชำนิชำนาญ ให้มันคล่องแคล่ว ให้มันชิน ให้มันเคย ให้มันคุ้นเคยกับศีล มันก็เป็นศีลสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมาไม่ว่า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็เหมือนกัน เรารักษาศีลให้มันคิดถึงเรื่องศีลของตนว่าข้อไหนบกพร่อง ข้อไหนบริบูรณ์ ผู้ไม่คิดถึงศีลเลย มีของดีแล้วได้ของดีแล้วแต่ไม่เห็นความดีของ ๆ ดีนั้น ก็อย่างโบราณท่านว่า เหมือนกับลิงได้แก้ว เหมือนกับไก่ได้เพชรได้พลอย สู้เม็ดข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่ได้ ขอให้พยายามให้มันเห็นคุณค่าของศีลคุณค่าของปัญญา คุณค่าของสมาธิก็เหมือนกัน เราทำสมาธิได้ นิด ๆ หน่อย ๆ มันก็ดี อักโขแล้ว คิดถึงเรื่องเก่าที่เราไม่เคยทำสมาธิ ไม่เคยมีสมาธิเลย สมาธิอันนี้มันมีขึ้นมา อายุขนาดนี่แล้วได้สมาธิ สองครั้งก็ยังดีที่เราเห็นตัวสมาธิ พวกที่ไม่ได้นั้นมากมายเหลือหลาย อายุล่วงไป ๆ ไม่ทราบว่ากี่วันกี่คืนกี่เดือนแล้ว มันมีสมาธิขึ้นเท่านี้ก็ดีแล้ว มันเป็นสมาธิทำให้เกิดความเพียรพยายาม พยายามทำอยู่นั่นแหละวันหนึ่งต้องได้แน่นอนพละมันเป็นกำลังให้เกิดได้ทีเดียว

สติพละ
สติ จดจ่อตั้งมั่นอยู่ในเรื่องนั้น ๆ มีศรัทธาวิริยะแล้วอายที่จะหลงเหลวไปได้ เชื่อไปในสิ่งที่ไม่ถูกก็มีเพียรพยายามในสิ่งที่ผิดก็มี เชื่องมงายไปในสิ่งที่ผิดๆ ถ้าหากสติไม่ควบคุมไว้ได้ สิ่งนั้นควรหรือไม่ควร สิ่งนั้นผิดหรือถูก ๆ ต้องตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ฟังคำครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนตักเตือนมันตรงกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องมีสติควบคุมระวังอย่างนี้ จึงจะเดินถูกทาง โดยส่วนมากมีแต่ศรัทธา มีศรัทธาก็ต้องมีวิรติยะวิ่งเข้ามาสนับสนุน มากทีเดียวที่เห็นผิด ๆ ทำผิดแล้วคนอื่นก็ไม่สมารถที่จะตักเตือน ได้เสียด้วยความดื้อรั้นว่าตนทำถูก คนอื่นไม่ถูกไม่เหมือนกับตน ศรัทธามันแรง วิริยะก็มาก ใครไม่มากเท่าเรา ๆ คนเดียวเป็นคนมากกว่าเพื่อนหมด ผู้มีสติเดินเสมอภาคไม่เอนเอียงข้างโน้นข้างนี้ เรียกว่า มัชฌิมาปฎิปทา ไม่ดื้อรั้น ธรรมดาผู้ที่มีสติแล้วไม่ถือว่าดีทั้งนั้นคนเรามันไม่ดีทั่งหมดหรอก เหตุนั้นจึงต้องระมัดระวังคอยสังเกตุ สังกา คอยฟังคนอื่นตักเตือนแนะนำสั่งสอน คนไม่มีสติ มีแต่ศรัทธา มีแต่ความเพียรแล้วไปใหญ่โต ใครทั้งหมดสู้ตนไม่ได้ อาตมาจึงพูดอยู่เสมอว่า “คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโสหรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือคนโง่” คนฉลาดไม่ถือตัว อันนี้เป็นสติ


สมาธิพละ
เป็นพลังใหญ่ที่สุด ศรัทธา วิริยะ สติ มันต้องรวมมาเป็นสมาธิเสียก่อน ถ้าไม่รวมเป็นสมาธิมันเตลิดเปิดเปิงใหญ่โต พระพุทธศาสนาของเราสอนไปไหนก็สอนเถอะ ถ้าไม่เข้ามาถึงพระพุทธศาสนา มันต้องรวมเข้ามาถึงใจแล้วไม่ถึงพระพุทธศาสนา มันต้องรวมเข้ามาถึง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมดในโลกนี่ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ต้องมีที่รวมเป็นจุดเหมือนกัน การทำมาหากินทุกสิ่งทุกประการ ค้าขาย ทำราชการบ้านเมืองอะไรต่าง ๆ จุดรวมก็คือมาเลี้ยงตัว จุดรวมก็คือหาเงิน ๆ แล้วก็รวมเข้ามาเอาเงินใส่ถุงไว้ ทำไร่ทำนาสาโททุกสิ่งทุกประการ กสิกรรมกสิกรทุกอย่างก็ต้องมารวมที่ลานข้าวแล้วก็ยังไม่แล้วยังต้องเอามารวมกันขึ้นยุ้ง เอาไปสี ไปซ้อม เอามาหุงมาต้ม เอามารวมลงในปากในท้องนั่นแหละหมดเรื่อง มันต้องรวมลงซีมันจึงค่อยถูก พระพุทธศาสนาสอนกว้างขวาง ถ้าหากไม่รวมลงเป็น สมาธิมันก็ไม่ถูกไม่ถึงแก่นศาสนา อาตมาจึงพูดอยู่เสมอว่า พระพุทธศาสนานี้สอนมีจุดที่รวมได้ มีที่สุด หมดสิ้นสงสัย หมดเรื่อง ไม่เหมือนวิชาชีพอื่นเขาสอนไม่มีที่สิ้นสุด อย่างสอนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามประการนั้น มารวมลงเป็นอันหนึ่งอันเดียว ธรรมทั้งหลายรวมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมลงที่ความไม่ประมาทอันเดียว มรรค คือทางดำเนินไปให้ถึงมรรคผลนิพพาน ก็มารวมลงที่ มรรคสมังคี อันเดียว มันรวมลงที่จุดนี้ จึงว่าพระพุทธศาสนาสอนถึงที่สุด แต่บุคคลผู้ทำนั้นอีกอย่างหนึ่ง ผู้ทำตามนั้นทำไม่ถึงที่สุด จึงจำเป็นต้องทำบ่อย ๆ กว่ามันจะถึงที่สุดนั่นแหละ นั่นเรียกว่า สมาธิ


ปัญญาพละ
ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารร่างกายของตนเห็นอะไร เอากระจกมาส่องดูก็ได้หรอก หน้าตาของเรานี่ละไม่ต้องไปส่องคนอื่น มันเห็นของแก่ ของเฒ่า ของชำรุดทรุดโทรม เหี่ยวแห้ง อันนี้มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเท่านี้ก็เอาละ ไม่ต้องเห็นอื่นไกลพยายามให้เห็นอยู่อย่างนั้นเสมอเพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา มันหากจะมีวันหนึ่งเมื่อความเพียรเพียงพอแล้ว ถ้าหากว่ามันไม่มี เท่านั้นก็เอา เพราะเหตุที่คนจะเห็นความแก่ความชำรุดทรุดโทรม ความเสื่อมความสิ้นของสังขารไม่ใช่ของง่าย ๆ บางทีจนหนุ่ม จนสาว จนเฒ่า จนแก่ ก็ไม่เคยเห็นเลย แก่จะตายแล้วก็ยังมัวเมาอยู่ว่าเป็นหนุ่มเห็นสาวอยู่ร่ำไปอย่างนั่นก็มี เห็นถมไปในบ้านเมืองของเรา ผู้ที่มามองเห็น ความแก่ ความชรา ความชำรุดทรุดโทรมนั้น นับว่าดีที่สุด เห็นหนทางที่จะหลุดพ้นได้ทางเดียวเท่านั้น

อันนี้ เรียกว่า วิริยะพละ คือความเพียร

ขอย้อนกลับมาหาของเก่าอีก ตั้งแต่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่เกิดสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีศรัทธา ไม่มีวิริยะ ศรัทธา ขั้นนั้นไม่ใช่ศรัทธาวิเศษวิโสอะไร หรอก ปัญญาในขั้นทำทานมีอุบายปัญญาที่จะแสวงหาของมาทำบุญ เรียกว่า ปัญญาเหมือนกัน จิตจะรวมได้ก็เพราะปัญญา จะเป็นสมาธิได้ เพราะปัญญา ปัญญาพวกนั้นยังอ่อนรวมทั้งหมดเรียกว่าปัญญาทั้งนั้นแหละ ถ้าปัญญาชั้นสูงเป็น วิปัสสนาปัญญา เอาไว้อีกตอนหนึ่ง ต่างหาก อันปัญญาที่กล่าวมานี่แหละเป็นปัญญาควรบำรุง ที่เรียกว่าปัญญาพละ ๆ อันนั้น แหละ

พละ ๕ นี้แหละบำรุงให้ใจมีกำลังเข้มแข็งกล้าหาญสามารถที่จะทำสมาธิ สามารถที่จะให้เกิดปัญญาอุบายอันยิ่งใหญ่และสามารถทำให้ลุล่วงมรรคผลนิพพานได้ ถึงนิพพานโน่นแหละ พละมันถึงนิพพาน การบำรุงร่างกายให้สุขภาพอนามัยดีมีพลังงานก็เพียงแค่ตายเท่าเท่านั้นแหละ หมดเท่านั้น ส่วน พละ เครื่องบำรุงกำลังใจนี่ มีพลังแก่กล้าสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน กายนี่ตาย ไม่ตาย ก็ถึงนิพพานได้ นี่แหละพระธรรมเทศนาที่แสดงมาพอสมควรแก่กาลเวลาด้วยประการฉะนี้

ข้อมูล www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum75.html

มงคลที่ ๒๖ ฟังธรรมตามกาล

มงคลที่ ๒๖ ฟังธรรมตามกาล

ก า ร ฟั ง ธ ร ร ม ต า ม ก า ล ห ม า ย ถึ ง อ ะ ไ ร ?

การฟังธรรมตามกาล คือการขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนจากผู้มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้น โดยเมื่อฟังธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่านั้น มาเป็นกระจกสะท้อนดูตนเองว่า มี คุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยู่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้อย่างไร

เช่น เมื่อได้ฟังธรรมเรื่องความกตัญญูแล้ว ก็นำเรื่องนี้มาสำรวจดูใจของตนเองทันทีว่า เรามีความกตัญญูไหม ถ้ามี มีมากน้อยเพียงไร เมื่อฟังธรรมแล้วสำรวจดูจะรู้ทันทีว่า เราขาดอะไรไป จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรจึงจะดี


ก า ล ที่ ค ว ร ฟั ง ธ ร ร ม

๑. วันธรรมสวนะ คือวันพระนั่นเอง เฉลี่ยประมาณ ๗ วัน/ครั้ง ทั้งนี้ เพราะธรรมดาคนเราเมื่อได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนตักเตือนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ ใหม่ๆ ก็ยังจำได้ดีอยู่ แต่พอผ่านไปสัก ๗ วัน ชักจะเลือนๆ ครู อาจารย์บอกให้ขยันเรียน ขยันไปได้ไม่กี่วันชักจะขี้เกียจอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ๗ วัน ก็ไปให้ท่านกระหนาบ ย้ำเตือนคำสอนเสียครั้งหนึ่ง

๒. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงำ คือเมื่อใดก็ตามที่มีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นในใจของเรา ทำให้ใจขุ่นมัว เศร้าหมอง ฟุ้งซ่าน เมื่อนั้นให้รีบเร่งไปฟังธรรม จะเช้า จะสาย จะบ่าย จะเย็น วันโกน วันพระ หรือวันอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยงทั้งนั้น ไม่ต้องรอ

ความคิดที่ทำให้ใจของเราเศร้าหมอง แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

๒.๑ เมื่อกามวิตกกำเริบ คือเมื่อใจของเราฟุ้งซ่านด้วยเรื่องเพศ เรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ห่วงหาอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ

๒.๒ เมื่อพยาบาทวิตกกำเริบ คือเมื่อใจของเราถูกความโกรธเข้าครอบงำ เกิดความรู้สึกอยากล้างผลาญทำลายผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น การคิดผลาญทรัพย์ ผลาญชีวิต หรือผลาญเกียรติยศศักดิ์ศรีก็ตาม

๒.๓ เมื่อวิหิงสาวิตกกำเริบ คือเมื่อใดที่ใจของเราเกิดความคิดอยากจะเบียดเบียนผู้อื่น คิดจะเอาเปรียบ คิดจะกลั่นแกล้งรังแกเขา

เมื่อใดที่ความคิดทั้ง ๓ ประเภทนี้เกิดขึ้น ให้รีบไปฟังธรรม อย่ามัวชักช้า มิฉะนั้นอาจไปทำผิดพลาดเข้าได้

๓. เมื่อมีผู้รู้มาแสดงธรรม คือเมื่อมีผู้มีความรู้มีความสามารถและมีธรรมมาแสดงธรรมให้รีบไปฟัง เพราะบุคคลเช่นนี้หาได้ยากในโลก ต้องรอให้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกก่อน แล้วต้องตั้งใจศึกษาธรรมของพระองค์ให้เข้าใจแตกฉาน เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องมีความสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้อีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเช่นนี้เราต้องรีบไปฟังธรรมจากท่าน


คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง ผู้ แ ส ด ง ธ ร ร ม ที่ ดี

“อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง ไม่ใช่ของง่ายเลย ผู้ที่จะแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง จะต้องอยู่ในธรรมถึง ๕ ประการ”

นี่คือพุทธวจนะที่ตรัสแก่พระอานนท์ ถึงคุณสมบัติของผู้แสดงธรรมที่ดี ๕ ประการ คือ

๑. ต้องแสดงธรรมไปตามลำดับของเรื่อง ไม่วกวน ไม่กระโดดข้ามขั้นข้ามตอน แสดงธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับ ซึ่งผู้ที่จะแสดงเช่นนี้ได้จะต้อง

๑.๑ มีความรู้จริง รู้เรื่องที่จะเทศน์จะสอนดีพอที่จะทราบว่าอะไรควรพูดก่อน อะไรควรพูดทีหลัง

๑.๒ มีวาทศิลป์ มีความสามารถในการพูด มีจิตวิทยาในการถ่ายทอด รู้สภาพจิตใจของผู้ฟังว่า ควรรู้อะไรก่อนอะไรหลัง

๑.๓ ต้องมีการเตรียมการ วางเค้าโครงเรื่องที่จะแสดงล่วงหน้า ทำอะไรมีแผน ไม่ดูเบา ไม่ใช่เทศน์ตามอำเภอใจ

ต้องมีองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้ จึงจะแสดงธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับได้

๒. ต้องแสดงธรรมอ้างเหตุอ้างผลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ผู้แสดงจะต้องเข้าใจเรื่องที่จะแสดงอย่างปรุโปร่ง ไม่ใช่ท่องจำเขามาพูด เวลาแสดงธรรมก็อ้างเหตุอ้างผล ยกตัวอย่างประกอบ แยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งได้ เมื่อ ผู้ฟังสงสัยซักถามจุดไหนประเด็นไหนก็ชี้แจงให้ฟังได้

๓. ต้องแสดงธรรมด้วยความหวังดีต่อผู้ฟังอย่างจริงใจ มีความเมตตากรุณาอยู่เต็มเปี่ยมในใจ ถ้าพูดไปแล้วผู้ฟังยังไม่เข้าใจ ยังตามไม่ทัน สติปัญญายังไม่พอ ก็ไม่เบื่อหน่าย ไม่ละทิ้งกลางคัน แม้จะต้องพูดซ้ำหลายครั้งก็ยอม มีความหวังดีต้องการให้ผู้ฟังรู้ธรรมจริงๆ มุ่งทำประโยชน์แก่ผู้ฟังเต็มที่ ไม่ใช่พูดแบบขอไปที

๔. ต้องไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ คือไม่เห็นแก่ชื่อเสียงคำสรรเสริญเยินยอ ลาภสักการะ ไม่ว่าการแสดงธรรมนั้นจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ จะมีคนมาฟังมากน้อยเท่าไรก็ไม่ถือเป็นอารมณ์ แสดงธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่างานของคนใหญ่คนโตก็แสดงอย่างเต็มที่ แต่งานของคนธรรมดาสามัญ ก็แสดงกะล่อมกะแล่มไม่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าผู้ใดแสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ ผู้นั้นก็เป็นเพียงลูกจ้างของคนฟัง กระแสเสียงที่แสดงก็มักจะเต็มไปด้วยการประจบประแจงเจ้าภาพซึ่งเป็นนายจ้าง ลงได้เอาอามิสมาเป็นเจ้าหัวใจแล้วละก็ เป็นใช้ไม่ได้ทีเดียว

๕. ต้องไม่แสดงธรรมกระทบตนเองหรือผู้อื่น คือไม่ฉวยโอกาสยกตัวอย่างความดีของตัวเองเพื่อโอ้อวด หรือยกความผิดพลาดของคนอื่นเป็นตัวอย่างเพื่อประจานความผิดของเขา ไม่ใช่ถือว่ามีไมโครโฟนอยู่ในมือ ก็คุยอวดตัวทับถมคนอื่นเรื่อยไป ผู้พูดต้องมุ่งอธิบายธรรมะจริงๆ หากจะยกตัวอย่าง เรื่องใดประกอบ เพื่อเป็นข้อสนับสนุนให้ผู้ฟังเข้าใจข้อธรรมะที่แสดง ก็ต้องระวังไม่ให้ผู้อื่นเสียหาย การฉวยโอกาสเวลาแสดงธรรมใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น เป็น การกระทำผิดหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ

เราจะเห็นได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางวิธีการเผยแผ่ศาสนาของพระองค์ไว้อย่างรอบคอบ แทนที่จะมุ่งแต่แผ่อิทธิพลศาสนาของพระองค์ และทับถมโจมตีศาสนาอื่น กลับทรงวางคุณสมบัติ ควบคุมผู้ทำการสอนพระพุทธศาสนาไว้อย่างรัดกุม ซึ่งหาได้ยากในศาสนาอื่นๆ


คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง ผู้ ฟั ง ธ ร ร ม ที่ ดี

๑. ไม่ลบหลู่คุณท่าน คือไม่ดูแคลนความรู้ความสามารถหรือคุณธรรมของผู้แสดงธรรม

“โธ่ พระเด็กๆ เรานี่ฟังหลวงปู่หลวงตาเทศน์มาตั้งเยอะแล้ว มาฟังพระเด็กๆ มันจะไปได้อะไร” อย่าคิดอย่างนั้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนถึงสิ่งต่อไปนี้ไว้ว่าอย่าดูแคลน

๑.๑ อย่าดูถูกกษัตริย์ว่ายังเยาว์ เพราะกษัตริย์บางพระองค์แม้อายุยัง น้อยก็เป็นมหาราชได้ เช่น อเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นมหาราช ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีเศษ ปกครองถึงค่อนโลก

๑.๒ อย่าดูถูกงูพิษว่าตัวเล็ก เพราะกัดแล้วตายได้

๑.๓ อย่าดูถูกไฟว่าเล็กน้อย เพราะไม้ขีดก้านเดียวอาจเผาเมืองได้

๑.๔ อย่าดูถูกสมณะว่ายังหนุ่ม เพราะสมณะบางรูป แม้อายุยังน้อยก็มีคุณธรรมสูง บางรูปอายุแค่ ๗ ขวบ ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว

๒. ไม่คิดแข่งดี ไม่ยกตนข่มท่าน

“ถึงท่านจะเป็นพระ แต่เราก็จบปริญญาตรี โท เอก มาแล้ว รู้จักโลกมามากกว่าท่านเยอะ แถมอายุมากกว่าอีก” อย่าคิดอย่างนั้น

ถ้าเรามัวคิดว่าเราเก่ง เราดีกว่าผู้แสดงธรรม ก็จะพลาดโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่เป็นความรู้หรือแง่คิดดีๆ ที่ควรได้รับจากการฟังธรรม เหมือนอุรุเวลกัสสปะ ที่มัวคิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ เหนือกว่าพระพุทธองค์ จึงไม่ได้ฟังธรรมจากพระองค์ จนสุดท้าย เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเตือนให้เลิกหลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ จึงได้คิด และตั้งใจฟังธรรมจากพระองค์ด้วยความเคารพ ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

๓. ไม่จับผิด ไม่มีจิตกระด้าง เพราะในการฟังธรรมนั้น ยิ่งมีใจเป็นสมาธิมากเท่าไรก็สามารถน้อมใจตามไป ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมะได้มากเท่านั้น แต่ถ้าเรามัวจับผิดผู้แสดงธรรมว่า เทศน์ตรงนี้ก็ไม่ถูก ตรงนี้ก็ไม่เหมือนกับที่เราเคยฟังมา ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็ ใจเราจะไม่มีสมาธิในการฟังธรรม และจะไม่สามารถน้อมใจตามไป จนเกิดความรู้ความเข้าใจได้เลย

๔. มีปัญญา คือฉลาด รู้จักพิจารณาไตร่ตรองตามธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้นอย่างแยบคาย ทำให้มีความแตกฉาน เข้าใจธรรมได้รวดเร็วและลึกซึ้ง ส่วนผู้ที่ทำความเข้าใจได้ช้า ก็อย่าดูแคลนตัวเองว่าโง่ จนไม่สามารถรองรับธรรมได้ เพราะอย่างน้อยที่สุด แม้จะฟังธรรมยังไม่เข้าใจในขณะนี้ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตัวไปในภายหน้า เมื่อได้ฟังซ้ำอีกก็จะเข้าใจได้ง่าย

๕. ไม่ถือตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ

“โธ่ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ เข้าใจแล้วน่ะ ไม่ต้องอธิบายให้ฟังอีกก็ได้” อย่าคิดอย่างนั้น

การฟังธรรมนั้นมีคุณประโยชน์มาก แม้เป็นสิ่งที่รู้แล้วเข้าใจแล้ว เมื่อฟังซ้ำอีก ย่อมได้ความแตกฉานในธรรมมากยิ่งขึ้น เหมือนพระมหากัปปินะฟังธรรมจากพระพุทธองค์ครั้งแรก ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และเมื่อได้ฟังพระองค์แสดงธรรมเรื่องเดิมซ้ำอีก ก็บรรลุธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นพระอรหันต์


อุ ป นิ สั ย จ า ก ก า ร ฟั ง ธ ร ร ม

อุปนิสัย หมายถึง ความประพฤติ ความเคยชินที่ติดตัวเรามา และจะติดตัวเราไปเป็นพื้นใจในภายหน้า

การฟังธรรม จะทำให้เกิดความดีที่เป็นทุนหรือเป็นพื้นอยู่ในใจเรา แล้วเป็นเครื่องอุดหนุน ให้เรามีความเจริญรุ่งเรือง และเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ผู้ที่หมั่นฟังธรรมแล้ว พยายามศึกษา ทำความเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็พยายามจำ จะได้รับอานิสงส์ ๔ ประการ คือ

๑. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก มีปัญญารู้ธรรมได้รวดเร็ว สามารถระลึกถึงธรรมได้ด้วยตนเอง และปฏิบัติตามธรรมนั้น บรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว

๒. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก เมื่อมีภิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไปแสดงธรรม ก็จะระลึกถึงธรรมได้ และบรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว

๓. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ไม่มีภิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไปแสดงธรรม แต่เมื่อได้ฟังเทพบุตรแสดงธรรม ก็จะระลึกถึงธรรมได้ และบรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว

๔. เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ไม่มีภิกษุผู้มีฤทธิ์หรือเทพบุตรมาแสดงธรรม แต่เมื่อได้ยินคำตักเตือนจากเพื่อนเทพบุตรด้วยกัน ก็สามารถระลึกธรรมได้ และบรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว

พวกเราที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นกันบ่อยๆ แม้ยังไม่เข้าใจความหมาย ของคำบาลี แต่ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความสงบทางใจ และเกิดความคุ้นเคยในสำเนียงภาษาธรรมะ ภพเบื้องหน้าได้ยินใครสวดมนต์ ก็อยากเข้าใกล้ ได้ยินใครพูดธรรมะก็อยากเข้าใกล้ ทำให้มีโอกาสได้ฟังธรรม ฟังแล้วก็เข้าใจได้ง่าย เพราะมีอุปนิสัยพื้นใจมาแต่เดิมแล้ว ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็ว


อ า นิ ส ง ส์ ก า ร ฟั ง ธ ร ร ม ต า ม ก า ล

๑. เป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ เพราะผู้แสดงธรรมย่อมจะศึกษา ค้นคว้าขบคิด นำข้อธรรมะต่างๆ มาแสดง ทำให้เราได้ยินได้ฟังธรรมะที่ไม่เคย ได้ยินได้ฟังมาก่อน

๒. เป็นการทบทวนความรู้เดิม คือถ้าหัวข้อธรรมที่ผู้แสดงนำมาแสดงนั้น ตรงกับสิ่งที่เราเคยศึกษามาแล้ว ก็จะทำให้เราได้ทบทวนความรู้เดิม ให้เกิดความเข้าใจแตกฉาน และสามารถจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

๓. เป็นการปลดเปลื้องความสงสัยเสียได้ คือถ้าผู้ฟังยังมีความลังเลสงสัยในการละความชั่วบางอย่าง หรือการทำความดีบางอย่าง เมื่อได้ฟังธรรมะเพิ่มเติมแล้ว จะทำให้ความลังเลสงสัยนั้นหมดไป ตัดสินใจละความชั่วทำความดีง่ายขึ้น

๔. เป็นการปรับความเห็นให้ตรง คือในระหว่างการดำเนินชีวิตสู่จุดหมายของคนเรานั้น เราจะถูกมาร คือกิเลสและสิ่งแวดล้อมไม่ดีต่างๆ ทำให้ มีความเห็นผิดๆ เกิดขึ้นได้ แล้วทำให้การดำเนินชีวิต วกวนเฉไฉผิดเป้าหมายไป การฟังธรรมจะช่วยให้เราเกิดความสำนึกตัวว่า ความคิดเห็นของเราได้บิดเบือนไปอย่างไร แล้วจะได้เลิกความเห็นที่ผิดเสีย ประคองความเห็นที่ถูกไว้

๕. เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น เพราะการฟังธรรมจะเป็นเครื่องเตือนสติเรา ทำให้ใจของเรา เลิกละจากความคิดฟุ้งซ่าน ในเรื่องกาม ความคิดพยาบาทอาฆาต ความคิดเบียดเบียนผู้อื่น และสอดส่องชี้ให้เราเห็นถึงจุดอ่อนข้อบกพร่องในตัว ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไข ยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้นๆ จนกระทั่งสามารถขจัดข้อบกพร่องได้เด็ดขาด บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด

“ดูก่อน ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย สมัยใด พระอริยสาวกฟังธรรม ฟังให้จรดกระดูก ฝังไว้ในใจ รวบรวมกำลังใจทั้งหมดมา เงี่ยหูลงมาฟังจริงๆ ในสมัยนั้น นิวรณ์ ๕ ของเธอย่อมไม่มี และโพชฌงค์ ๗ ก็จะถึงซึ่งความสมบูรณ์เต็มเปี่ยม เพราะอำนาจแห่งภาวนา” สํ.ม.๑๙/๔๙๒/๑๓๔

ข้อมูลจาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13008&postdays=0&postorder=asc&start=40

มงคลที่ ๑๔ ทำงานไม่คั่งค้าง

มงคลที่ ๑๔ ทำงานไม่คั่งค้าง

“ดินที่พอกหางหมู มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ
และถ่วงหมูให้กินอยู่หลับนอนไม่เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไปฉันใด
การงานที่ปล่อยทิ้งไว้คั่งค้าง ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
และถ่วงความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ตนเอง และหมู่คณะฉันนั้น
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
หากปล่อยการงานให้คั่งค้าง
ก็เท่ากับกำลังทำลายค่าของตนเอง”


เ ห ตุ ที่ ทำ ใ ห้ ง า น คั่ ง ค้ า ง

๑. ทำงานไม่ถูกกาล ยังไม่ถึงเวลาทำก็ใจร้อนด่วนไปทำ แต่พอถึงเวลาควรทำกลับไม่ทำ เช่น ตอนแดดออกมัวไปถูบ้าน พอฝนตกกลับไปซักเสื้อผ้า ตากเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง หรือตอนเด็กไม่ยอมเรียนหนังสือ เที่ยวสำมะเลเทเมา พอแก่เฒ่าจะมาเรียนก็เรียนไม่ไหวแล้ว

๒. ทำงานไม่ถูกวิธี ทำผิดขั้นตอน ผิดลำดับ เช่น จะทำความสะอาดบ้าน ก็ไปกวาดพื้นก่อน แล้วกวาดเพดานทีหลัง ฝุ่นผงต่างๆ ก็ตกลงมาต้องกวาดพื้นใหม่อีก เป็นต้น

๓. ไม่ยอมทำงาน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือหาเหตุต่างๆ นานามาอ้าง เช่น รอฤกษ์รอยาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเราจะทำความดีเมื่อไร ฤกษ์ก็ดีเมื่อนั้น ไม่ต้องรอ ทำไปได้เลย ประโยชน์ย่อมเป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง

“ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ ผู้มัวรอฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้” ขุ.ชา.เอก.๒๗/๔๙/๑๖


วิ ธี ทำ ง า น ใ ห้ เ ส ร็ จ

วิธีทำงานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้คือ อิทธิบาท ๔ ได้แก่

๑. ฉันทะ คือความรักงาน หรือ ความเต็มใจทำ

๒. วิริยะ คือความพากเพียร หรือ ความแข็งใจทำ

๓. จิตตะ คือความเอาใจใส่ หรือ ความตั้งใจทำ

๔. วิมังสา คือการพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ

ฉันทะ คือความรักงาน จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราเล็งเห็นผลดีของงานว่า ถ้าทำงานนี้แล้วจะได้อะไร เช่น เรียนหนังสือแล้วจะได้วิชาความรู้ไปประกอบอาชีพ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะเกิดความเต็มใจทำ

คนสั่งงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความพอใจให้แก่ผู้ทำงาน ควรจะให้เขารู้ด้วยว่า ทำแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร หรือถ้าไม่ทำจะเสียผลทางไหน ผู้สั่งงานบางคนใช้อำนาจบาทใหญ่ บางทีสั่งพลางด่าพลาง ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามไปพลาง เป็นการทำลายกำลังใจของผู้ทำ นับว่าทำผิดอย่างยิ่ง

วิริยะ คือความพากเพียร ความไม่ท้อถอย เป็นคุณธรรมทางใจ เรียกความรู้สึกนี้ว่า ความกล้า อยากจะรู้ว่ากล้าอย่างไร ต้องดูทางตรงข้ามเสียก่อน คือทางความเกียจคร้าน คนเกียจคร้านทุกคนและทุกครั้ง คือคนขลาด คนกลัว กลัวหนาว กลัวร้อน กลัวแดด กลัวฝน จะทำงานแต่ละครั้งเป็นต้องอ้างว่าหนาวจะตาย ร้อนจะตาย หิวจะตาย อิ่มจะตาย เหนื่อยจะตาย ง่วงจะตาย คนเกียจคร้านทุกคนตายวันละไม่รู้กี่ร้อยครั้ง

การเอาชนะคำขู่ของความเกียจคร้านเสียได้ ท่านเรียกว่า วิริยะ คือความเพียร หรือความกล้านั่นเอง แม้จะมีอุปสรรคเพียงใด แต่ก็จะมีความแข็งใจทำ และการจะมีความเพียรขึ้นมาได้ จำเป็นต้องละเว้นจากอบายมุข ให้ได้เสียก่อน

มีข้อน่าสังเกตสำหรับคนทำงานร่วมกันคือ จะต้องขยันด้วยกันทั้งหัวหน้าและลูกน้องจึงจะได้เรื่อง ยิ่งผู้เป็นหัวหน้ายิ่งสำคัญมาก ถ้าเป็นคนเกียจคร้าน คิดกินแรงผู้น้อยท่าเดียว คิดแต่ว่า "ให้แกวิดน้ำท่าข้าจะล่อน้ำแกง" ผู้น้อยก็มักขยันไปได้ไม่กี่น้ำ ประเดี๋ยวก็รามือกันหมด แต่ถ้าหัวหน้าเอาการเอางาน ก็ดึงผู้น้อยให้ขยันขันแข็งขึ้นด้วย

“ฐานะ ๕ อย่างคือ ความชอบนอน ความชอบคุย ความไม่หมั่น ความเกียจคร้าน และความโกรธง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทางแห่งความเสื่อม เพราะคนถึงพร้อมด้วยฐานะ ๕ อย่างนั้น เป็นคฤหัสถ์ ก็ไม่ถึงความเจริญของคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต ก็ไม่ถึงความเจริญของบรรพชิต ย่อมเสียหายถ่ายเดียว ย่อมเสื่อมถ่ายเดียวแน่แท้” อรรถกถา ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต

จิตตะ คือความเอาใจใส่ หรือ ความตั้งใจทำ คนมีจิตตะเป็นคนไม่ปล่อยปละละเลยกับงานของตน คอยตรวจตรางานอยู่เสมอ

ปกติคนที่โตเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบแล้ว ที่จะเป็นคนเฉยเมยไม่ใส่ใจกับงานเลยมีไม่เท่าไร ส่วนใหญ่มักจะใส่ใจกับงานอยู่แล้ว เพราะธรรมชาติของใจคนชอบคิด ทำให้หยุดคิดสิยาก แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือ ชอบคิดเจ้ากี้เจ้าการแต่เรื่องงานของคนอื่น คอยติ คอยสอด คอยแทรก คอยวิพากษ์วิจารณ์ ธุระของตัวกลับไม่คิดเสียนี่ เห็นคนอื่นใส่เสื้อขาดรูเท่าหัวเข็มหมุดก็ตำหนิติเตียนเขาเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทีตัวเอง มุ้งขาดรูเท่ากำปั้นตั้งเดือน แล้วเมื่อไรจะเย็บล่ะ และที่เที่ยวไปสอดแทรกงานเขา แต่งานเราไม่ดูนั้น มันทำให้อะไรของเราดีขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้เราเป็นนักตรวจตรางาน คือให้มีจิตตะ แล้วก็ทรงให้โอวาทสำทับไว้ด้วยว่า

“ควรตรวจตรางานของตัวเอง ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ” ขุ.ธ.๒๕/๑๔/๒๑

วิมังสา คือความเข้าใจทำ สุดยอดของวิธีทำงานให้สำเร็จอยู่ในอิทธิบาทข้อสุดท้ายนี้ วิมังสา แปลว่า การพินิจพิเคราะห์ หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา ด้วยสมองคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ คนเราแม้จะรักงานแค่ไหน บากบั่น ปานใด หรือเอาใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าขาดการใช้ปัญญาพิจารณางานด้วยแล้ว ผลที่สุดงานก็คั่งค้างจนได้ เพราะแม้ว่าขั้นตอนการทำงานจะสำเร็จไปแล้ว แต่ผลงานก็ไม่เรียบร้อย ต้องทำกันใหม่ร่ำไป

อีกประการหนึ่ง คนทำงานที่ไม่ใช้ปัญญา ไปทำงานที่ไม่รู้จักเสร็จ จะปล้ำให้มันเสร็จ หนักเข้าตัวเองก็กลายเป็นทาสของงาน เข้าตำรา “เปรตจัดหัวจัดตีน” ตามเรื่องที่เล่าว่า เปรตตัวหนึ่ง ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเปรต ให้ไปเฝ้าศาลาข้างทาง เวลาคนนอนหลับเปรตก็ลงจากขื่อมาตรวจดูความเรียบร้อย ทีแรกก็เดินดูทางหัว จัดแนวศีรษะให้ได้ระดับเดียวกัน ให้เป็นระเบียบ ครั้นจัดทางศีรษะเสร็จก็วนไปตรวจทางเท้า เห็นเท้าไม่ได้ระดับก็ดึงลงมาให้เท่ากัน แล้วก็วนไปตรวจทางศีรษะอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันเสร็จสิ้นได้เลย หาได้นึกไม่ว่า คนเขาตัวสูงก็มี เตี้ยก็มี ไม่เสมอกัน จัดจนตายก็ไม่เสร็จ คนที่ทำงานไม่ใช้ปัญญาจัดเป็นคนประเภท “เปรตจัดหัวจัดตีน” อย่างนี้ก็มี ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาหน่อยเดียว ทำให้เสร็จเท่าที่มันจะเสร็จได้ใจก็สบาย

คนที่ทำงานด้วยปัญญานั้นจะต้อง

- ทำให้ถูกกาล ไม่ทำก่อนหรือหลังเวลาอันควร
- ทำให้ถูกลักษณะของงาน

สรุปวิธีการทำงานให้สำเร็จนั้น มีลักษณะล้วนขึ้นอยู่กับใจทั้งสิ้น คือเต็มใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำ และเข้าใจทำ วิธีการฝึกฝนใจที่ดีที่สุด ก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการทำสมาธิเพื่อให้ใจผ่องใส ทำให้เกิด ปัญญาพิจารณาเห็นผลของงานได้ รู้และเข้าใจวิธีการทำงาน มีกำลังใจ และมีใจจดจ่ออยู่กับงาน ไม่วอกแวก


อุ ป ส ร ร ค ใ น ก า ร ทำ ง า น ใ ห้ เ ส ร็ จ

อุปสรรคใหญ่ในการทำงานให้เสร็จก็คือ อบายมุข ๖ ได้แก่

๑. ดื่มน้ำเมา

๒. เที่ยวกลางคืน

๓. ดูการละเล่นเป็นนิจ

๔. เล่นการพนัน

๕. คบคนชั่วเป็นมิตร

๖. เกียจคร้านในการทำงาน

อบาย แปลว่า ความเสื่อม ความฉิบหาย มุข แปลว่า ปาก, หน้า

อบายมุข จึงแปลว่า ปากทางแห่งความเสื่อม เนื่องจากมันเป็น ปากทาง ส่วนตัวความเสื่อมจริงๆ นั้นอยู่ ปลายทาง เมื่อมองเพียงผิวเผินเราจึงมักยังมองไม่เห็นความเสื่อม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านผู้รู้ทั้งหลายมองเห็น

ถ้าจะดูกันแต่ปากทางแล้ว ก็อาจเห็นเป็นความเจริญด้วยซ้ำ เหมือน...

ปากทางที่จะไปเข้าคุก ก็เป็นถนนราบเรียบ แต่ปลายทางเป็นคุกที่ทรมาน

ปากทางที่จะตกลงบ่อ ก็เป็นพื้นดินสะอาด แต่ก้นบ่อมีน้ำที่จะทำให้ผู้ตกลงไปจมหรือสำลักน้ำตาย

ปากทางที่จะตกลงเหว ก็เป็นป่าหญ้างามดี แต่ก้นเหวลึกมากจนทำให้คนที่ตกลงไปตายได้

เช่นกัน อบายมุขซึ่งเป็นปากทางแห่งความฉิบหายนี้ ดูเผินๆ ก็ไม่มีพิษสงอะไร เที่ยวกลางคืนก็สนุกดี เล่นการพนันก็เพลิดเพลินดี แต่ก็ทำให้ผู้ประพฤติทำการงานไม่สำเร็จ เสื่อมไปจากความเจริญก้าวหน้าและกุศลธรรม ทั้งหลาย ที่ถึงกับฉิบหายขายตัวไปแล้วก็มากต่อมาก อบายมุขจึงเป็นเสมือนหน้าตา สัญลักษณ์ของความเสื่อม บุคคลใดยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขก็รู้ได้ทันทีว่า ผู้นั้นมีความเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว


เ รื่ อ ง ที่ น่ า รู้

คุณสมบัติของนายจ้างที่ดี

๑. จัดงานให้ลูกจ้างทำตามความเหมาะสม

๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความสามารถ

๓. ให้สวัสดิการที่ดี

๔. มีอะไรได้พิเศษมา ก็แบ่งปันให้

๕. ให้มีวันหยุดพักผ่อนตามสมควร


คุณสมบัติของลูกจ้างที่ดี

๑. เริ่มทำงานก่อน

๒. เลิกงานทีหลัง

๓. เอาแต่ของที่นายให้

๔. ทำงานให้ดียิ่งขึ้น

๕. นำความดีของนายไปสรรเสริญ


อ า นิ ส ง ส์ ก า ร ทำ ง า น ไ ม่ คั่ ง ค้ า ง

๑. ทำให้ฐานะของตน ครอบครัว ประเทศชาติดีขึ้น

๒. ทำให้ได้รับความสุข

๓. ทำให้พึ่งตัวเองได้

๔. ทำให้เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายได้

๕. ทำให้สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย

๖. ทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท

๗. ทำให้ป้องกันภัยในอบายภูมิได้

๘. ทำให้มีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า

๙. ทำให้เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ

๑๐. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป

“บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข” (สิงคาลกสูตร) ที.ปา.๑๑/๑๘๕/๑๙๙


จบมงคลที่ ๑๔ ทำงานไม่คั่งค้าง

ข้อมูลจาก http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13008

มงคลชีวิต 38

จาก www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13008

มงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล
มงคลที่ ๒ คบบัณฑิต
มงคลที่ ๓ บูชาบุคคลที่ควรบูชา
มงคลที่ ๔ อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
มงคลที่ ๕ มีบุญวาสนามาก่อน (คือสร้างบุญ)
มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบ
(หมายถึง การตั้งเป้าหมายชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ถูกต้อง แล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้น ด้วยความระมัดระวัง)

มงคลที่ ๗ เป็นพหูสูต (หมายถึง เป็นผู้ที่ฟังมาก)
มงคลที่ ๘ มีศิลปะ
แปลว่า การแสดงออกมาให้ปรากฏขึ้นได้อย่างงดงามน่าพึงชม หมายถึง “ฉลาดทำ” คือทำเป็นนั่นเอง สรุปง่าย ๆ คือ ฉลาดทำ ฉลาดพูด ฉลาดคิด ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม

มงคลที่ ๙ มีวินัย
มงคลที่ ๑๐ มีวาจาสุภาษิต
มงคลที่ ๑๑ บำรุงบิดามารดา
มงคลที่ ๑๒ เลี้ยงดูบุตร
มงคลที่ ๑๓ สงเคราะห์ภรรยา (สามี)
มงคลที่ ๑๔ ทำงานไม่คั่งค้าง
มงคลที่ ๑๕ บำเพ็ญทาน
มงคลที่ ๑๖ ประพฤติธรรม
คือการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตน ให้ดีสมกับที่เกิดเป็นคน และให้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง

มงคลที่ ๑๗ สงเคราะห์ญาติ
มงคลที่ ๑๘ ทำงานไม่มีโทษ
มงคลที่ ๑๙ งดเว้นบาป
มงคลที่ ๒๐ สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
มงคลที่ ๒๑ ไม่ประมาทในธรรม
คำว่า “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาแปลเอาความท่านแปลว่าเหตุ หมายถึงต้นเหตุ ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกข้อ ถ้าดูให้ดีแล้วล้วนแต่เป็นคำบอกเหตุทั้งสิ้นคือ บอกว่าถ้าทำเหตุอย่างนี้แล้ว จะเกิดผลอย่างนั้น หรือไม่ก็บอกว่าผลอย่างนี้เกิดมาจากเหตุอย่างนั้น เช่น ความขยันหมั่นเพียรเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ ความเกียจคร้านเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อม
ดังนั้น ไม่ประมาทในธรรม จึงหมายถึง ไม่ประมาทในเหตุ ให้มีสติรอบคอบ ตั้งใจทำเหตุที่ดีอย่างเต็มที่ เพื่อให้บังเกิดผลดีตามมานั่นเอง

มงคลที่ ๒๒ มีความเคารพ
สิ่ ง ที่ ค ว ร เ ค า ร พ อ ย่ า ง ยิ่ ง

ในโลกนี้มีคน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ การงาน และอื่นๆ อีกมากมายจนนับไม่ถ้วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะให้เรามีความเคารพ ไม่ดูเบา ตระหนักในสิ่งมีคุณค่าที่สำคัญ ๗ ประการ ได้แก่

๑. ให้มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. ให้มีความเคารพในพระธรรม

๓. ให้มีความเคารพในพระสงฆ์

๔. ให้มีความเคารพในการศึกษา

๕. ให้มีความเคารพในสมาธิ

๖. ให้มีความเคารพในความไม่ประมาท

๗. ให้มีความเคารพในการต้อนรับแขก

มงคลที่ ๒๓ มีความถ่อมตน
คือ เอามานะทิฏฐิออก มีความสงบเสงี่ยม เจียมตน ไม่เบ่ง ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดื้อถือดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง


มงคลที่ ๒๔ มีความสันโดษ

คนจำนวนมากเข้าใจสันโดษผิด คิดว่าสันโดษคือการไม่ทำอะไร หรือการพอใจอยู่คนเดียว แต่ความจริง

การไม่ทำอะไรนั้น ภาษาบาลีเรียกว่า โกสัชชะ คือเกียจคร้าน ไม่ เรียกว่าสันโดษ

การพอใจอยู่คนเดียวนั้น ภาษาบาลีเรียกว่า ปวิวิตตะ ไม่เรียกว่า สันโดษ

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องสันโดษนั้น ไม่ได้สอนให้คนเกียจคร้าน ท้อถอย ไม่ทำการงาน หรือทำงานเรื่อยๆ เฉื่อยแฉะ เป็นภัยต่อ ความเจริญความก้าวหน้าอย่างที่เข้าใจกัน ตรงกันข้าม มงคลข้อนี้ชี้ให้เห็นอย่าง เด่นชัดว่า ถ้าแต่ละคนรู้จักสถานภาพของตนเอง สำนึกในฐานะ ความสามารถ และความมีคุณธรรมของตนอยู่เสมอแล้ว ความมีสันโดษจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จะทำให้ทุกคนพอใจกับของของตน พอใจกับของที่ตนได้มา และพอใจกับของที่สมควรแก่ตน จะไม่มีการเบียดเบียน แก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยา ให้ร้ายป้ายสี ฉ้อโกงกัน ฯลฯ

การแก่งแย่งชิงดีกันจนถึงทำลายกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน การทุจริตและมิจฉาชีพต่างๆ ที่ระบาดในสังคมทุกวันนี้ก็เพราะใจของคนเหล่านั้นไม่มีสันโดษ มุ่งจะเอาแต่ได้ ไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี ความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจ การ กอบโกยฉวยโอกาสของพ่อค้านักธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนส่วนมาก ความเร่าร้อนใจเพราะโลภจัด ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ จนกลายเป็นมัวเมาในวัตถุ ทะเยอทะยานจนเกินกำลังความสามารถของตน ได้มาโดยสุจริตไม่ทันใจ ก็ลงมือประกอบการทุจริตต่างๆ เพื่อสนองความอยากอันเผาลนจิตใจอยู่ ดำเนินชีวิตไปอย่างไร้เหตุผล ก็เพราะขาดสันโดษนั่นเอง

การพัฒนาสังคมจำเป็นต้องมีทั้งสันโดษและความเพียร เพราะความเพียรพยายาม ที่ไม่มีสันโดษควบคุม ย่อมเกินพอดี และนำไปสู่ทางที่ผิดได้ง่าย ล่อแหลมต่ออันตรายเหมือนรถไม่มีเบรคหรือเบรคแตก ย่อมวิ่งเลยขีดที่ต้องการไป ตกหลุมตกบ่อลงเหวข้างทางได้ง่าย บังคับให้หยุดไม่ได้ตามความปรารถนา

ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า “สันโดษเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นไปเพื่อความเจริญสุขทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติ หัวใจของผู้มีความสันโดษเท่านั้น จึงจะเหมาะแก่การปลูกฝังคุณธรรมอื่นๆ และคนมีสันโดษเท่านั้นจึงจะทำความดีได้ยั่งยืนไม่จืดจาง และทำดีด้วยความสุจริตใจ ที่สังคมพัฒนาไปได้ช้า เพราะคนขาดสันโดษต่างหาก หาใช่เพราะคนมีสันโดษไม่”

มงคลที่ ๒๕ มีความกตัญญู
มงคลที่ ๒๖ ฟังธรรมตามกาล
การฟังธรรมตามกาล คือการขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนจากผู้มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้สูงขึ้น โดยเมื่อฟังธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่านั้น มาเป็นกระจกสะท้อนดูตนเองว่า มี คุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยู่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้อย่างไร

เช่น เมื่อได้ฟังธรรมเรื่องความกตัญญูแล้ว ก็นำเรื่องนี้มาสำรวจดูใจของตนเองทันทีว่า เรามีความกตัญญูไหม ถ้ามี มีมากน้อยเพียงไร เมื่อฟังธรรมแล้วสำรวจดูจะรู้ทันทีว่า เราขาดอะไรไป จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรจึงจะดี

มงคลที่ ๒๗ มีความอดทน
มงคลที่ ๒๘ เป็นคนว่าง่าย
มงคลที่ ๒๙ เห็นสมณะ
สมณะ แปลว่า ผู้สงบ หมายถึง บรรพชิตที่ได้บำเพ็ญสมณธรรม ฝึกฝนตนเองด้วยศีล สมาธิ ปัญญา มาแล้วอย่างเต็มที่ จนกระทั่งมีกายวาจา ใจ สงบแล้วจากบาป สมณะทุกรูปจึงต้องเป็นบรรพชิต แต่บรรพชิตบางรูปอาจไม่ได้เป็นสมณะก็ได้

มงคลที่ ๓๐ สนทนาธรรมตามกาล
เมื่อเห็นตัวอย่างจากสมณะแล้ว เข้าใจธรรมะมากขึ้น แต่ถ้าหากยังมีข้อสงสัยอะไร ก็ให้ไปสนทนาซักถามจากท่านจนเข้าใจกระจ่างแจ้ง หาธรรมะเบื้องสูงทั้งหลายใส่ตัวให้เต็มที่

มงคลที่ ๓๑ บำเพ็ญตบะ
ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อนทนอยู่ไม่ได้ ต้องเผ่นหนีไปจากใจของเรา ธุดงควัตรมีกี่ข้อๆ ตั้งใจสมาทานรักษาเต็มที่ทีเดียว

มงคลที่ ๓๒ ประพฤติพรหมจรรย์
คือ เมื่อบำเพ็ญตบะจนกิเลสเบาบางลงไปแล้ว ก็ต้องรีบปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ลงในใจก่อนที่กิเลสจะฟูกลับขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องยกใจออกจากกาม อันเป็นที่มาของความเสื่อม และจะนำความทุกข์ นำกิเลสมาสู่ใจของเราอีก

มงคลที่ ๓๓ เห็นอริยสัจจ์
อริยสัจจ์ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

มงคลที่ ๓๔ ทำนิพพานให้แจ้ง
มงคลที่ ๓๕ จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
มีความหนักแน่นขุนเขาไม่ยินดียินร้ายในโลกธรรม 8 ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
หรือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ อีกต่อไป

มงคลที่ ๓๖ จิตไม่โศก
หลุดพ้นจากยางเหนียวแห่งบ่วงสิเนหา ไม่ลุ่มหลงในความรักอีกต่อไป มีใจที่อิ่มเอิบ
ไม่แห้งผาก ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง

มงคลที่ ๓๗ จิตปราศจากธุลี
คือ กิเลสต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียดร่อนหลุดไปจากใจหมด เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัวอย่างนั้น

มงคลที่ ๓๘ จิตเกษม
คือ มีความสุข ปลอดภัยจากภัยอันตราย ทั้งหลายอันเนื่องจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารสามารถตัดโยคะ เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพทั้งสาม ได้ขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิง จึงมีอิสระเสรีเต็มที่มีใจที่สะอาดผ่องใส บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง เข้าพระนิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย

เก็บตกแนวคิด ^__^

เก็บตกแนวคิดจากที่ฟังมาและจากประสบการณ์ชีวิต

ใครทำร้ายเรา พูดไม่ดีใส่เรา คิดไม่ดีกับเรา เราต้องขอบคุณเขาเพราะว่าเขาทำให้เรามีความอดทน และให้เราฝึกปัญญาว่าเราจะจัดการกับปัญหา กับเขายังไง ^___^

โปรแกรมติดลบในหัวคนอื่น เราเอาเข้าตัวมาทำไม นั่นคือใครจะคิดลบ คิดอาฆาต คิดเบียดเบียน มันเรื่องของเขา ^___^

ความคิดเป็นเหมือนลมที่ลอยอยู่บนอากาศ ไม่มีตัวตน (ถ้ามีตัวตน ลองจับมาให้ดูหน่อย) เอามาเข้าตัวเรา ไปหลงติด หลงชอบมัน เราโง่หรือฉลาด ^___^

ใครเค้าอยากทำกรรมอะไร ไม่สบายยังไง ให้เค้าทำไปเป็นไป เราสบายดี แข็งแรง และไม่ไปร่วมขบวนกรรมกับเค้าก็พอ ^___^


ใครเค้าด่า เค้าว่าเรา เรื่องของเค้าเลย เค้ามีสิทธิ์ คนมันมีปากจะพูดก็พูดไป แล้วคนมันมีโปรแกรมติดลบ คำพูดมันก็ติดลบอ่ะ แต่เราไม่ต้องไปทำตามเค้า ^^

เพื่อตอบแทนคนรอบข้าง เราต้องพัฒนาตัวเองให้สูง ๆ เพราะว่าเวลาเค้าทำความดีกับเรา เค้าจะได้ได้บุญเยอะ ๆ ^__^

พูดแต่เรื่องดี ๆ เช่นออกไปข้างนอก ไปเห็นรถชนกัน กลับมาเล่าให้เพื่อน ให้คนที่บ้านฟังทำไมให้เค้าไม่สบายใจ ^__^

ทำแต่ความดี ความชั่วให้ลด ทำใจให้บริสุทธิ์ ...เหมือนมีตุ่มน้ำ ถ้าเราเติมน้ำลงไป แต่เจาะรูตุ่มวันละรู วันละรู ตุ่มมันเต็มไหม? ^__^

การสอนที่ดีที่สุดคือ ทำให้ดู ^__^

Saturday, February 21, 2009

บุญ บารมีคืออะไร?

เราเคยได้ยินกันมามากว่าคนนี้มีบุญ คนนั้นมีบารมี จริง ๆ แล้วมันคืออะไร? โดยเฉพาะคำว่า "บารมี" คนปัจจุบันมักมองว่าบารมีเป็นเรื่องของอำนาจ เช่น เจ้าพ่อคนนี้มีบารมี จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ครับ ลองดูความหมายและการสร้างบารมีนะครับ

บารมี 10

บารมีี แปลว่า กำลังใจเต็ม บารมี 10 ทัศ มีดังนี้
ทานบารมีี จิตของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ
ศีลบารมี จิตของเราพร้อมในการทรงศีล
เนกขัมมบารมี จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะเป็นปกติ เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช แต่ไม่ใช่ว่าต้องโกนหัวไม่จำเป็น
ปัญญาบารมี จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารให้พินาศไป
วิริยบารมี วิิริยะ มีความเพียรทุกขณะ ควบคุมใจไว้เสมอ
ขันติบารมี ขันติ มีทั้งอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์
สัจจะบารมี สัจจะ ทรงตัวไว้ตลอดเวลา ว่าเราจะจริงทุกอย่าง ในด้านของการทำความดี
อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ
เมตตาบารมี สร้างอารมณ์ความดี ไม่เป็นศัตรูกับใคร มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น
อุเบกขาบารมี วางเฉยเข้าไว้ เมื่อร่างกายมันไม่ทรงตัว ใช้คำว่า "ช่างมัน" ไว้ในใจ

บารมี ที่องค์สมเด็จทรงให้เราสร้างให้เต็ม ก็คือ สร้างกำลังใจปลูกฝังกำลังใจให้มันเต็มครบถ้วนบริบูรณ์สมบูรณ์
บารมีในขั้นต้นกระทำด้วยจิตอย่างอ่อนเป็นขั้นพระบารมี เมื่อจิตดำรงบารมีขั้นกลางได้ เรียกว่า พระอุปบารมี และเมื่อจิตดำรงบารมีขึ้นไปถึงที่สุดเลย เรียกว่า พระปรมัตถบารมี หรือบารมี 30 ทัศ หรือมีศัพท์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระสมติงสบารมี หมายถึง พระบารมีสามสิบถ้วน ซึ่งเป็นธรรมพิเศษหมวดหนึ่ง มีชื่อว่า พุทธกรณธรรม เป็นธรรมพิเศษที่กระทำให้ได้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้่า พระโพธิสัตว์ที่ต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญธรรมหมวดนี้ หรือมีชื่อหนึ่งเรียกว่า โพธิปริปาจนธรรม คือธรรมสำหรับพระพุทธภูมิ หรือชาวพุทธเราทั่วไปเรียกว่า พระบารมี หมายถึง ธรรมที่นำไปให้ถึงฝั่งโน้น คือ พระนิพพาน

ทาน การให้ เป็นการตัดความโลภ
ศีล เรามีก็ตัดความโกรธ
เนกขัมมะ เป็นการตัดอารมณ์ของกามคุณ
ปัญญา ตัดความโง่
วิริยะ ตัดความขี้เกียจ
ขันติ ตัดความไม่รู้จักอดทน
สัจจะ ตัดความไม่จริงใจ มีอารมณ์ใจกลับกลอก
อธิษฐาน ทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์
เมตตา สร้างความเยือกเย็นของใจ
อุเบกขา วางเฉยเข้าไว้ในเรื่องของกายเรา



การเทียบบารมี

บารมีจัดเป็น 3 ชั้น คือ
บารมีต้น
อุปบารมี
ปรมัตถบารมี


บารมีต้นในขั้นเต็ม ท่านผู้นี้จะเก่งเฉพาะทาน กับ ศีล แต่การรักษาศีลของบารมีขั้นต้นจะไม่ถึงศีล 8 และจะยังไม่พร้อมในการเจริญพระกรรมฐาน กำลังใจไม่พอ อาจจะไม่ว่างพอหรือเวลาไม่มี

อุปบารมี เป็นบารมีขั้นกลาง พร้อมที่ทรงฌานโลกีย์ ท่านพวกนี้จะพอใจการเจริญพระกรรมฐาน และทรงฌาน แต่ยังไม่ถึงขั้นวิปัสสนา ยังไม่พร้อมที่จะไปและไม่พร้อมที่จะยินดีเรื่องพระนิพพาน พร้อมอยู่แค่ฌานสมาบัติ

ปรมัตถบารมี ในอันดับแรกอาจจะยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนิพพาน พอสัมผัสวิปัสสนาญาณขั้นเล็กน้อย อาศัยบารมีเก่า ก็มีความต้องการพระนิพพาน จะไปได้หรือไม่ได้ในชาตินี้นั้นไม่สำคัญ เพราะการหวังนิพพานจริง ๆ ต้องหวังกันหลายชาติจนกว่าบารมีที่เป็นปรมัตถบารมีจะสมบูรณ์แบบ

www.larnbuddhism.com/grammathan/barame1.html



แล้วบุญหล่ะแปลว่าอะไร ทำได้ยังไง


บุญนั้นสามารถกระทำได้ 10 วิธี เรียกว่า "บุญกริยาวัตถุ 10" คือ
1. การให้ทาน ซึ่งมีหลายชนิด เช่น การให้ทรัพย์สิ่งของ เงิน การให้อภัย เป็นต้น
2. การรักษาศีล หรือมีเจตนาที่จะงดเว้นการประพฤติอันมิชอบ
3. การรปฏิบัติภาวนา คือการอบรมจิตให้เจริญด้วยสมาธิ และปัญญา(การปฏิบัติสมถะ วิปัสสนากรรมฐาน) เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น
4. การประพฤติตนให้สุภาพอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ
5. การขวนขวายรับใช้ บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ ที่สละแรงกายเข้าช่วย เช่น การกวาดลานวัด ช่วยลงแรงจูงคนแก่ข้ามถนน เป็นต้น
6. การให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำบุญ คือชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญกับเราด้วย
7. การมีความยินดีในการทำความความดีของผู้อื่น(การอนุโมทนา)
8. การฟังธรรมศึกษาธรรม ศึกษาสัจธรรมอันประเสริฐ
9. การช่วยเทศนาสั่งสอนธรรม ช่วยประกาศธรรมแก่ผู้อื่น รวมทั้งความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไม่มีโทษอื่นๆ ด้วย ถือเป็นธรรมทาน
10. การทำความเห็นให้ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ เช่น รู้ดี รู้ชั่ว รู้เหตุ รู้ผล เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง

www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000642.htm

เชิญชวนเพื่อนสมาชิกเล่าอานิสงค์ของการทำดีครับ (ทุกศาสนา)

จริง ๆ มีอยู่ 2-3 เรื่องที่ผมคิดว่าเป็นอานิสงค์ที่เห็นชัดและจับต้องเป็นรูปธรรมได้

เรื่องนี้เกิดเมื่อ 2 ปีก่อนนะครับ ผมรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องกำลังมีปัญหาชีวิตอยู่ ก็ได้คุยกับเค้าบ้าง ทีนี้เราก็คิดว่าเราอยากจะให้หนังสือ "เข็มทิศชีวิต" ซึ่งผมชอบมาก ๆ เพราะว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยชี้ทางให้ผมเห็นทางสว่างมาก่อน ช่วงนั้นประจวบเหมาะกับทีพี่ชายกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย ผมเลยฝากพี่ซื้อมาให้ พอได้หนังสือมา ผมก็กำลังจะเดินทางเอาไปให้ลูกพี่ลูกน้อง เผอิญวันนั้นฝนทำท่าจะตก ผมไม่ได้เอาร่มออกมาด้วยสิ เดินไปร้านค้า เห็นร่มเล็ก ๆ สีดำวางขายอยู่ เราก็นึกในใจว่าอยากได้สักคัน กลัวฝนจะตกหนัก แต่ก็ไม่ได้ซื้อไว้ ในใจนึก "ไม่เป็นไรหน่ะ คงตกไม่หนักมากมั้ง" ทีนี้พอขึ้นรถไฟไป โอ๊ะ มีอะไรเสียบไว้ตรงเก้าอี้ (คือเสียบแบบแอบ ๆ นะครับ ถ้าไม่นั่งเก้าอี้นี่ก็ไม่เห็น) อ้าว ร่มสีดำคันเล็ก ๆ เสียบไว้อยู่ ผมก็แปลกใจดีเหมือนกัน ก็หยิบมา สรุปคือ มันเหมือนกับว่าเรากำลังจะให้ เราก็ได้กลับมา

(มองกลับไปอาจจะไม่ใช่สิ่งดีนัก แหะ ๆ ที่ไปหยิบของที่ไม่ใช่ของเรา)


อีกเรื่องก็แปลกดี เกิดเมื่อปีก่อน ผมได้ดูรายการทีวีสองรายการ แล้วเค้านำเสนอเรื่องคน 2 คนที่ชีวิตน่าสงสารมาก รู้สึกว่าอยากจะช่วยด้วยเงิน แต่ทำยังไงดีหล่ะ เราก็อยู่ต่างประเทศ โอนเงินไปก็ไม่สะดวก ผ่านไป 2 วัน น้องสาวทักมาใน msn ว่าเพื่อนเค้าที่ฝากผมซื้อหนังสือ ได้รับหนังสือแล้ว และจะฝากเงินค่าหนังสือและค่าส่งมาให้ผม (คือเค้าคงได้หนังสือนานแล้ว จากที่ผมคาดการณ์ระยะเวลา) ผมหล่ะแปลกใจ อ้าวเฉย ๆ เงินที่เราอยากทำบุญมาเฉยเลย ผมเลยบอกน้องไปว่า ไม่ต้องส่งเงินมาให้ผม เอาเงินโอนเข้าบัญชีของคน 2 คนนั้นไปเลย


แล้วเพื่อน ๆ มีประสบการณ์อะไรบ้างครับ

กระทู้นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้สังคมเห็นผลของการทำดีครับ ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นศาสนาใด อาจจะเป็นอานิสงค์ทางกาย ใจ จับต้องได้ จับต้องไม่ได้ ฯ

นอกเรื่อง คุณแม่จะผ่าตัดใหญ่พรุ่งนี้ อยากจะไปไหว้พระขอพรให้คุณแม่ไปวัดไหนดีค่ะ

นอกเรื่อง คุณแม่จะผ่าตัดใหญ่พรุ่งนี้ อยากจะไปไหว้พระขอพรให้คุณแม่ไปวัดไหนดีค่ะ

ไม่ทราบว่าจะไปไหว้พระขอพรที่วัดไหนดีค่ะ

ต้องเตรียมตัวยังไงบ้างค่ะ(ของที่เตรียมไป) อยุ่ กทม ค่ะ

คือคุณแม่เป็นมะเร็งที่มดลูกค่ะ



คำแนะนำของผม

เมื่อหลายอาิิืทิตย์ก่อนแม่ผมก็ผ่าตัดใหญ่เหมือนกันครับ ท่านก็กลัวมาก เพราะว่าอายุมากแล้ว แล้วก็ผ่าตัดก็ลำบาก มีทั้งยาสลบ ผ่าเสร็จไม่รู้ว่าจะหายด้วยไหม

ผมก็ไม่ได้ไปไหว้พระอะไรที่ไหน เพียงแต่ให้สัจจะกับตัวเองว่า จะสวดมนต์และนั่งทำสมาธิ(สมถะและวิปัสสนา) เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และขออุทิศบุญทั้งหมดให้ท่าน แล้วก็บอกท่านไปว่าเราจะทำแบบนี้ให้ ท่านก็เฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไร

พอผ่าตัดเสร็จตอนแรก ๆ อาการไม่ค่อยดี เพราะว่ายาแรงไปหน่อย แต่ว่าผมโทรไปหาท่านอีกที บอกว่าตอนนี้อาการดีขึ้นมาก ๆ เพียงแค่ไม่กี่วัน แล้วคุยอยู่เฉย ๆ ท่านจำได้เลยบอกว่าเราสวดมนต์ให้ท่านใช่ไหม

คือจะมองเป็นเรื่องบัญเอิญก็ได้นะครับก็แล้วแต่บุคคล เพียงแต่ผมจะบอกว่าการไหว้พระนั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหาไม่ได้ หรือหาได้ลำบากมีวิธีการส่งผลบุญอื่นเช่นเดียวกันครับ ถ้าจะทำวิธีเดียวกับผมมีหลักว่า

1. ขอให้มีสัจจะ บอกว่าจะทำก็ต้องรักษาสัจจะได้ จะเป็น 3 วัน 7 วันก็ว่ากันไป เพียงแต่พูดแล้วต้องทำให้ได้
2. ระหว่างสวดมนต์หรือนั่งทำสมาธิ ขอให้สงบจริง ๆ ถ้าจิตมันวอกแวก ให้นึกถึงว่าเรากำลังทำเพื่อคุณแม่
3. หลังจากนั่งแล้ว สวดมนต์แล้ว ให้อธิษฐาน (ไม่ใช่ขอ หรือว่าบนบานนะครับ) ให้ท่านหายไว ๆ ให้ผลบุญที่เราได้ทำส่งผลใหุ้คุณแม่อาการดี
4. ระหว่างทำต้องมีใจเมตตากับท่าน ไม่ใช่ทำให้เสร็จ ๆ ไป
5. บอกให้ท่านทราบถึงสิ่งที่เราทำให้กับท่าน

สุดท้ายนี้ก็ขอให้คุณแม่ของ จขกท ได้มีส่วนร่วมกับผลบุญของผมด้วยแล้วกันครับ ขอให้หายไว ๆ และการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ขี้เกียจทำงาน

หลาย ๆ คนต้องเคยขี้เกียจทำงาน วิธีการแก้ขี้เกียจตามแนวความคิดของดร. สนอง คือ

1. ดำเนินตามอิทธิบาท 4

2. ทำจิตให้นิ่ง เพื่อจิตจะได้ไม่เสียพลังงานกับเรื่องไร้สาระ และมีพลังทำงานที่จำเป็น

3. ถ้างานเยอะ ก็นอนน้อยลง

4. ลดอบายมุข 6

อบายมุข 6
อบายมุข 6 ช่องทางของความเสื่อม ทางแห่งความพินาศ เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ ได้แก่ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน

1. ติดสุราและของมึนเมา มีโทษ 6 อย่าง คือ
--ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
--ก่อการทะเลาะวิวาท
--เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
--เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
--เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
--ทอนกำลังปัญญา


2. ชอบเที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 อย่าง คือ
--ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว
--ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา
--ผู้นั้นชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
--ผู้นั้นเป็นที่ระแวงของคนอื่น
--คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น
--อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม

3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษ โดยการงานเสื่อมเสียเพราะใจกังวลคอยคิดจ้อง กับเสียเวลาเมื่อไปดูสิ่งนั้นๆ ทั้ง 6 กรณี คือ
--รำที่ไหนไปที่นั่น
--ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
--ดนตรีที่ไหนไปที่นั่น
--เสภาที่ไหนไปที่นั่น
--เพลงที่ไหนไปที่นั่น
--เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

4. ติดการพนัน มีโทษ 6 อย่าง คือ
--ผู้ชนะย่อมก่อเวร
--ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
--ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
--ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
--ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท
--ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา

5. คบคนชั่ว มีโทษ โดยนำให้กลายไปเป็นคนชั่วอย่างคนที่ตนคบทั้ง 6 ประเภท คือ
--นำให้เป็นนักเลงการพนัน
--นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
--นำให้เป็นนักเลงเหล้า
--นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
--นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
--นำให้เป็นคนหัวไม้

6. เกียจคร้านการงาน มีโทษ โดยทำให้ยกเหตุต่างๆ เป็นข้ออ้างผัดเพี้ยนไม่ทำการงาน โภคะใหม่ก็ไม่เกิด โภคะที่มีอยู่ก็หมดสิ้นไป คือให้อ้างไปทั้ง 6 กรณี คือ
--หนาวนักแล้วไม่ทำการงาน
--ร้อนนักแล้วไม่ทำการงาน
--เย็นไปแล้วไม่ทำการงาน
--ยังเช้านักแล้วไม่ทำการงาน
--หิวนักแล้วไม่ทำการงาน
--อิ่มนักแล้วไม่ทำการงาน


อบายมุขทั้งหมดนี้หากประพฤติเข้าแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความฉิบหาย ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ชีวิตร่างกายได้เหมือนกันทุกข้อ

ข้อมูลอบายมุขจาก http://th.wikipedia

มโนมยา

พุทธพจน์
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จแล้วด้วยใจ

-----

"จิตเป็นรากฐานของสิ่งทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายสำเร็จด้วยจิต"
"ไม่มีใครทำร้ายตัวเรา เท่ากับจิตทำร้ายตัวเราเอง"

คำพูดของ ดร. สนอง วรอุไร

เบญจธรรม

เบญจธรรม แปลว่า ธรรม 5 ประการ หมายถึงข้อที่ควรปฏิบัติ 5 ประการซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเจริญก้าวหน้า ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดีแก่ผู้ทำ

เบญจธรรม 5 ประการ คือ

1. เมตตากรุณา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
2. สัมมาอาชีวะ คือการประกอบสัมมาชีพ
3. กามสังวร คือการสำรวมในกาม
4. สัจจะ คือการพูดความจริง
5. สติสัมปชัญญะ คือความระลึกได้และความรู้ตัว

จาก http://th.wikipedia.org/wiki/

หมู่นี้ตื่นนอนตอนช่วงตี4บ่อยๆ แล้วข่มตาหลับนอนต่อไม่ได้ครับ ทำไงดี


อาการที่ว่านี้เป็นมาได้ราวๆ 1 สัปดาห์แล้วครับ คือนอนหลับไปอยู่ดีๆก็ตื่นขึ้นมาเอง
ทุกๆวันเวลาตี 4 เป็นประจำ จากนั้นทำยังไงก็ไม่สามารถข่มตาหลับต่อได้

พอดีเป็นอาการของแฟนผมน่ะครับ ผมเองก็เป็นห่วงเค้า
เลยอยากทราบถึงอาการนี้ครับว่ามีที่ไปที่มายังไง
เค้าก็ไปให้หมอที่รพ.ตรวจดูสุขภาพทั่วไปแล้ว หมอก็บอกว่าไม่พบอะไรผิดปกติน่ะครับ

สาเหตุแบบนี้เกิดจากอะไรและมีวิธีหรือแนวทางแก้ได้ยังไงบ้างครับ

ส่วนข้อมูลส่วนตัวของเค้าเท่าที่ผมทราบก็
ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย,มีเวลาพักผ่อนน้อย(เพราะต้องทำงานไปด้วยเรียนป.โทไปด้วย),
มีอาการเมื่อยล้าสะสม,เป็นไมเกรนบ่อย,ปกติจะตื่น6โมงเพื่อไปทำโอทีเช้าราวๆ3-4วัน/อาทิตย์
เป็นแอดมินดูแลคอมฯเวลาไม่มีอะไรทำ ก็มักจะงีบหลับช่วงเช้าไม่ก็กลางวันพอควร

เห็นเค้าว่าลองกินนมหรือทำใจให้สบายก่อนนอนแล้วยังไงก็ไม่ได้ผลน่ะครับ ตื่นเวลาเดิมทุกที
ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบครับ



คำแนะนำของผม
วิธีแก้นอนไม่หลับของผม คือการนั่งสมาธิ ตอนกลางวันทำงาน ก่อนนอนนั่งสมาธิ

เดี๋ยวนี้หลับสบาย ไม่ต้องพึ่งยาเลย

ที่นอนไม่หลับน่าจะมาจากอาการเครียดอยากทีหลาย ๆ คนบอกครับ คือตื่นมาแล้วก็กังวลโน่นนี่ ใจมันไม่อยู่กับที่นอน ลองเอาใจมาอยู่กับที่นอนสิครับ หลับนะ

หรือไม่อย่างนั้นก็ให้ฟังเพลงเบา ๆ แบบไม่มีเนื้อเพลงครับ แล้วตั้งเวลาปิดอัตโนมัติสัก 20-30 นาที ระหว่างฟังให้เอาใจไปที่เพลง ไม่ใช่ไปเรื่องอื่นนะครับ ช่วยได้เหมือนกัน

รบกวนขอ file เสียงธรรมที่คุณชอบและประทับใจที่สุดค่ะ

ตอนนี้เสียงธรรมที่มีอยู่ก็ฟังเกือบหมดแล้วค่ะ อยากฟังธรรมะเพิ่มเติมมากๆ แต่ก็รู้จักครูบาอาจารย์น้อยมาก บาง file เสียงธรรมที่ได้ก็มีทั้งชอบ และไม่ชอบ เห็นด้วย และเห็นต่างบ้างในบางครั้ง...

ไม่ทราบว่าเพื่อนๆชอบครูบาอาจารย์ท่านใดเป็นพิเศษคะ กรรมฐานกองไหนที่ชอบ คำสอนไหนฟังแล้วประทับใจ และอยากนำมาบอกต่อบ้างคะ อยากรบกวนเพื่อนๆให้เอา file เสียงธรรมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม หรือธรรมะที่ประทับใจมาแลกเปลี่ยนกันค่ะ ของดีอย่ามีเก็บไว้กับตัว555 เพื่อที่จะผู้ที่สนใจการปฏิบัติจะได้แนวคิดดีๆเพิ่มเติมนะคะ...

ขออนุโมทนาทุกความคิดเห็นค่ะ และจะขอให้ gift กับเพื่อนที่มอบเสียงธรรม และสละเวลาเป็นการตอบแทนทุกๆท่าน


ขอให้เจริญในธรรมนะคะ...ธรรมะทาน ชนะการให้ทั้งปวง ^ ^



คำตอบของผม

จริง ๆ จะตอบว่ามีอันไหนชอบมากที่สุดไม่ได้อะครับ เพราะว่าแต่ละท่านที่ผมฟังก็มีประโยชน์กับผมหมด เป็นลำดับขั้นไป

เรียงตามลำดับจากไฟล์ที่ผมได้ฟังก่อนและหลัง:

ไฟล์แรกก็คือ ของคุณฐิตินาถ เข็มทิศชีวิต (นี่คือไฟล์ที่ทำให้ผมเข้ามาสนใจธรรมะอย่างแท้จริง ผมจึงถือ(เองว่า)พี่อ้อยเป็นกัลยณมิตร)


ไฟล์ต่อมาเป็นของ ลพ ปราโมชย์ ฟังซ้ำหลาย ๆ รอบไปมา ทำให้เราจับทางวิปัสสนาได้ (กัลยามิตรอีก)

ไฟล์ต่อมาเป็นท่าน ว วชิรเมธี ฟังแล้วก็ได้ข้อคิดอะไรดี ๆ ในชีวิตครับ (กัลยาณมิตรถัดมา)

ต่อมาเป็นของดร อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ทำให้ผมตื่นเต้นกับประโยชน์ของธรรมะ (กัลยาณมิตร)

จากนั้นเป็นของหลวงปู่ดุลย์ (จิตคือพุทธะ) เป็นอีกไฟล์ที่ชอบมากครับ

ต่อมาเป็นของคุณดังตฤณ โดยเฉพาะความรักหลากสี (7 เดือนบรรลุธรรมก็ดีครับ)

และสุดท้ายไฟล์เสียงของ ดร สนอง วรอุไร ทุกวันนี้ฟังของดร สนองครับ ถูกจริตตัวเอง

จะสังเกตว่าไฟล์ที่ผมฟังส่วนมากเป็นของฆราวาสสะมากนะครับ เคยพยายามลองฟังของสมณเพศแล้ว ไม่ตรงจริตครับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7527824/Y7527824.html

แฟนเก่าเป็นหนี้ไม่จ่าย2หมื่นแบล็คเมย์ดีไหม

แฟนเก่าเป็นหนี้ไม่จ่าย2หมื่นแบล็คเมย์ดีไหม

ตอนเปนแฟนกัน แฟนผมเขาติดหนี้พนันบอลถึง 20000บาท เขาไม่มีเงินจ่ายผมก็เลยต้องให้ยืมโดยออกให้ก่อน พอถึงคราวเลิกกันเขาทิ้งผมไปมีแฟนใหม่ ผมขอทวงเงินเขาก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้แถม ยังส่งข้อความมาว่าว่า ช่วยไม่ได้อยากโง่เองยังไงก็ไม่จ่าย ตอนนี้ผมมีคลิปเสียๆหายๆของเค้าอยู่เป็นคุณคุณจะทำยังไง เลือกที่จะขู่แบ็คเมเขา หรือ ทำแบบไหนช่วยแนะนำด้วยครับเงิน 20000ไม่ใช่น้อยๆนะครับ



คำแนะนำของผม

หลุดมาจากวงจรเค้าได้ก็โอเคแล้วครับ ถ้าหวนกลับไปอีกเลย

2 หมื่นเป็นเงินเยอะครับ (เข้าใจคุณมาก ๆ) แต่ว่าตอนนั้นก็เงิน 2 หมื่นนี่ไม่ใช่เหรอที่คุณยอมให้เค้าไปโดยที่คุณไม่ได้คิดจะขู่เค้า

สรุป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินนะครับ ขอให้คิดดี ๆ ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วคุณจะรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปครับ

การฆ่าสัตว์ (ศีลข้อแรก) โดยที่เราคิดแล้วว่าจำเป็นจริงๆ จะยังควรทำอยู่รึเปล่าครับ?

การฆ่าสัตว์ (ศีลข้อแรก) โดยที่เราคิดแล้วว่าจำเป็นจริงๆ จะยังควรทำอยู่รึเปล่าครับ?

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7511447/Y7511447.html

ผมได้ อ่านคำแนะนำของหลายๆท่านทีได้ ให้ความเห็นที่รู้สึกได้ถึงความปรารถนาดีและมีประโยชน์มาก
ผมค่อยๆ ซึมซับเอาความรู้เหล่านี้ มาพิจารณาเอง และ นำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาอะครับ

แต่พออ่านๆไป ผมติดใจอยู่เรื่องนึง
เท่าที่อ่านตอนนี้ พอจับใจความหลักๆ ได้คือ ให้มี "สติ" "ทาน" และ "ศีล" จะช่วยได้ในกรณีนี้เยอะมาก
แต่ผมติดใจข้อที่ว่า "ศีล" อะครับ

โดยเฉพาะศีลข้อ 1
พอดีวันก่อนผม มีเหตุการณ์นึงที่ว่า งูมันกัดหมาผมอะครับ แล้วทีนี้ผมไม่มีความรู้ ณ เดี๋ยวนั้นว่า งูมันมีพิษ รึเปล่า แต่ผมรู้ว่าหมาผมอาจถูกกัด แล้วก็ต้องรีบนำไปรักษา
คือตอนนั้นผมคิดทางออกที่ดีที่สุดคือ ต้องฆ่างูตัวนั้นทิ้ง แล้วเอาไปให้หมอดู จะได้รู้ว่างูมันมีพิษรึเปล่า แล้วจะได้เตรียมการรักษาหมาให้ถูกต้อง เช่นเตรียมเซรัมให้ถูกชนิด

แต่ทีนี้ จะว่าไปเหตุการณ์นี้ การฆ่างูในครั้งนั้นของผม ผมมองกลับมาอีกที ผมก็คิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงได้...
โดยอาจจะคิดหาวิธีอื่นเช่น จำหน้าตาชนิดของงู แล้วพาหมาไปหาหมอให้เร็วที่สุด
....แต่จะว่าไปนะครับ ที่คิดแบบนี้ได้ ก็เพราะอาจรู้สึกลึกๆอยู่ด้วยว่า ค่อนข้างแน่ใจระดับนึงว่างูที่เห็นมันไม่มีพิษ กับไม่ได้รู้สึกว่าหมาสำคัญขนาดนั้น

แต่ที่แน่ๆ....กับเหตุการณ์นี้ ผมได้ลงมือฆ่างูไปแล้วเอง โดยตรง ใจผมก็รู้สึกขุ่นมัวระดับหนึ่ง...แต่ก็เป็นการเตรียมใจรับแล้วว่าจะต้องรู้สึกขุ่นมัวแน่ก็ตาม

....แต่ทีนี้ ถ้าถึงเหตุการณ์ที่รู้สึกจากใจว่าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ณ ตอนนั้น เช่น เห็นบุพการี โดนงูที่คิดค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นงูพิษกัดจริงๆ แต่ไม่แน่ใจว่างูอะไร แล้วคิดได้อย่างเดียวตอนนั้นว่าต้องฆ่างูแล้วจับไปให้หมอดู เพื่อวินิจฉัยเซรุ่ม
แต่สมมติว่างูกัดบุพการีเราไปแล้ว...และตอนนั้นเราอยู่ในเหตุการณ์
ถ้าถึงเคสนั้นจริงๆ เราควรจะทำอย่างไรดี?? ฆ่างู ช่วยบุพการี ? หรือว่าควรทำอย่างอื่น?

ผม....ถ้าคิดถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นมาจริงๆ ผมก็ยังคิดว่ายังไงๆก็ต้องฆ่างูอยู่ดีอะครับ เพราะความชัวร์ที่จะจำรูปพรรณงูแล้วเอาไปบอกหมอว่าเป็นงูอะไร มันยังมีความเสี่ยงจากการพลาด จากการจำ จากการเข้าใจอยู่มากเกินไป

ทีนี้ผมก็เลยฉงนว่า...จากเหตุการณ์นี้ เราจะรักษา "ศีล" ได้อย่างไร?





เพิ่มเติมนะครับ
แล้วศีลข้อที่ว่าห้ามพูดโกหก
ถ้าเราจำเป็นต้องพูดโกหก แล้วทำให้อีกฝ่ายสบายใจ อาจจะเป็นไปตามมารยาท หรือ สถานการณ์บังคับก็ตามที
แล้วมันจะผิดศีลไม๊ครับ? ทั้งๆที่เรา"โกหก"ไปด้วยเจตนาที่หวังดีเต็มเปี่ยม


ขอบคุณครับ



คำแนะนำของผม

ตอบตามปัญญานะครับ

จริง ๆ แล้วหลีกเลี่ยงการฆ่าได้ ไม่ว่าจะกรณีไหน ปัญญา* และสติของเราช่วยได้ครับ (ไม่ได้บอกว่าคนที่ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาไม่ได้นะครับ แต่คนปัญญาน้อยก็แก้ปัญหาแบบคนปัญญาน้อย คนปัญญามากก็แก้แบบคนปัญญามาก)

เรื่องการโกหก
เช่นเดียวกันกับข้างบนครับ แล้วแต่ปัญญาของคน

สรุปแล้วคือ ฝึกลับสติและปัญญาให้มาก ไม่ประมาท เผื่อว่าวันหนึ่งเราเจอปัญหา เราจะได้มีปัญญาและสติไว้แก้ปัญหา โดยที่ความทุกข์ไม่เกิดกับเรา

*ปัญญาในที่นี้ไม่มีความหมายในแง่ลบ


(ผมตอบได้แค่นี้ครับ อย่าให้ผมยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นผมจะทำอย่างไรในทั้งสองกรณีครับ)

อ๋อแต่ถ้าได้ตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว ก็ไม่ต้องไปขุ่นใจอะไรมากมายครับ ให้เข้าใจว่าตอนนั้นเราได้ทำดีที่สุดตามที่ปัญญาเรามีแล้ว แนะนำให้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวเองมากกว่าไปขุ่นใจครับ

โดนทิ้งมาครับ

ตอนนี้ผมปวดใจมากๆเลย ไม่รู้จะทำไงดี อยากให้เวลาผ่านไปให้เร็วๆสุดๆ

คบกันมา ตั้งแต่ ม.6 ครับ เทอเป็นคนแรกของผม เธออยุ่ ม.5 ตอนนั้นนะครับ เคยมีแฟนมา 1 คนเป็นรุ่นพี่ผมปีนึง เทอโดนทิ้งเพราะพอเรียนจบแกก็หายไปเลย

ส่วนเรื่องของผม เป็นผมที่โดนทิ้งครับ

ผมเป็นรุ่นพี่เธอปีนึง แต่พอผมเข้า มหาลัยแห่งหนึ่งผมก็ซิ่วออกมา แล้วเข้ามหาลัยในกทม.ด้วยกัน(แถวบางเขน) ผมเป็นพวกขี้เกียจขั้นเทพเลยครับ หัวพอได้เลยเข้าวิศวะมหาลัยรัฐ แต่เพราะความขี้เกียจเรียนไปได้ 2 ปี เลยโดนไทร์ ตอนนี้แฟนผมจะจบแล้ว อีก1 เดือน ผมอยุ่ราม ปี 2 แล้วพยายามเรียนเต็มแมกซ์แต่หลายครั้งก็ไม่ได้ไปสอบ แต่ก็ผ่านมาครึ่งทางละครับ

ปัญหาก็คือ หลังจากที่อยุ่หอด้วยกัน 3 ปี พอขึ้นปี 4 เทอมแรกเธอก็ไปฝึกงาน และผมก็อยุ่บ้าน เพราะรามเรียนมา 2 ปีผมก็ไม่เคยไปอยุ่แล้ว ไปสอบอย่างเดียว และช่วงนี้แหละครับ เธอมาฝึกงานอยุ่แหลมฉบัง แต่ผมอยุ่บ้านที่พัทยา 4 เดือน เจอกันน้อยมาก แต่ปัญหามันไม่ได้อยุ่ตรงนั้น เพราะเธอเบื่อผมตั้งแต่อยุ่หอช่วงสุดท้ายแล้ว และตอนที่ผมโดนไทร์ผมก็มักจะอยุ่บ้าน เพราะอยุ่กทม.เปลือง แล้วผมก็เป็นพวกติดเกมส์ บ้านผมติดไฮสปีด แต่ที่หอไม่ได้ติด เลยชอบอยุ่บ้าน นานๆทีก็ไปหา

คือที่ผมติดเกมส์ เพราะมันเหมือนเป็นอีกโลก ที่คุณเหมือนเป็นผู้ชนะ ซึ่งผมแพ้มันในโลกความจริง(เป็นเพราะตัวผมเอง) ปัญหาที่เธอบอกเลิกก็มีข้อนี้ด้วยเหมือนกัน และความน่าเบื่อของผม เค้าบอกผมว่าไม่กระตือรือร้น วันๆไม่ทำอะไร ก็ถูกครับ ผมไม่ได้ทำงาน เรียนก็ไม่ไป ผมนี้แย่มากๆเลย


คำแนะนำของผม

แนะนำว่าทุกวันนี้ไม่ต้องเปลี่ยนตัวคุณเองเพื่อใคร ขอให้ตั้งความมุ่งมั่นตั้งใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำจากนี้ไปจะทำเพื่อเปลี่ยนตัวเองเพื่อตัวเอง--ในทางที่ดี แค่นี้แหละครับชีวิตจะมีความสุข และคุณจะได้เจออะไรดี ๆ อีกเยอะในชีวิตครับ

อดีตคือผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง มีตอนนี้ต่างหากที่เราทำได้ครับ

ผิดศีลข้อที่ห้า จะทำให้การนั่งสมาธิเป็นผลเสียหรือปล่าว


ดิฉันทำงานที่ต้องพบปะสังสรรค์ผู้คน อย่างวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มีบ้างที่ต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และดิฉันจะติดดื่มไวน์เป็นนิสัยอาจจะมีการดื่มไวน์บ้างสักแก้วสองแก้วในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ไม่เคยดื่มติดกันทุกวัน

ดิฉันกำลังหัดนั่งทำสมาธิค่ะ และเคยอ่านหนังสือเจ็ดเดือนบรรลุธรรมของคุณดังตฤณ มีตอนหนึ่งบอกว่าให้ถือศีลห้าอย่างจริงจัง ศีลข้ออื่นดิฉันผ่านได้สบายโดยไม่ต้องฝืน แต่ข้อห้านี่ยังทำใจไม่ได้ที่จะงดไปเลย

และแบบนี้นี่จะทำให้เราขาดศีลไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือปล่าวคะ? ดิฉันเองยังไม่ได้คิดไกลไปถึงขั้นที่สี่ เพียงขอแค่ขั้นแรกและขั้นสองก็พอแล้วน่ะค่ะ

(ความเห็นที่ 11)
ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่า ทางเลือกคือ
1 ไม่ควรฝึกสมาธิเลยถ้ายังไม่สามารถรักษาศีลห้าให้หมดจดได้
2 เลือกดื่มเด็ดขาดถ้าคิดอยากจะฝึกสมาธิ


คำแนะนำของผม
ตอบตามปัญญาผมนะ

อ่านความเห็นที่ 11 ของคุณ จขกท แล้วมีความเห็นว่ามองแบบนั้นไม่ถูกครับ จริง ๆ แล้วการมองว่า "ไม่ควรฝึกสมาธิเลยถ้ายังไม่สามารถรักษาศีลห้าให้หมดจดได้" และ "[เลิก]ดื่มเด็ดขาดถ้าคิดอยากจะฝึกสมาธิ" ดูเหมือนจะเป็นกฎเหล็กมากไปหน่อย

จริง ๆ ศีลกับการปฎิบัตินั้นมันมาคู่กันอย่างเป็น "ธรรมชาติ" (ไม่ใช่กฎเกณฑ์) ไม่ได้บอกว่า "ต้อง" เลิก แต่ถ้าไม่เลิกก็ฝึกไม่ได้มากกว่านะ มันอธิบายเป็นคำพูดลำบากหน่ะครับ

สรุปว่า ถ้าสนใจปฎิบัติก็ทำไปเถอะครับ อยากจะดิ่มก็ดื่มไป แล้วให้สังเกตผลของการปฏิบัติว่ามีความก้าวมากน้อยเพียงใด แล้วปัจจัยไหนเป็นตัวขัดขวางและส่งเสริมการปฎิบัติครับ แล้วก็แก้ไขกันไปเป็นขั้น ๆ ครับ

ทำบาปกับพ่อ

ขอความช่วยเหลือตอบด่วนค่ะ้เพิ่งทำกรรมหนักกับบิดาค่ะเพราะโรคทางประสาทกำเริบ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ได้เป็นสมาชิกนะคะพยายามจะโพสในห้องศาสนาแต่ว่าไม่สามารถทำได้น่ะค่ะ เลยขออนุญาตโพสตรงนี้แทนนะคะ ขอความกรุณาอย่าลบเลยนะคะทุกข์ใจจริงๆ ค่ะอยากหาทางแก้ไขกรรมมากๆ เลยไม่อย่างนั้นคงเลือกที่จะตายไปเสียดีกว่าจะมานั่งทุกข์ทรมานแบบนี้ช่วยตอบหน่อยนะคะว่าแบบนี้บาปหนักแค่ไหนคะแล้วจะต้องชดใช้กรรมมากขนาดไหนคะ ไม่สบายใจจริงๆ เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นแล้วเราไม่ได้เจตนาค่ะ

เรื่องของเรื่องเราเป็นโรคหวาดระแวงสังคม กลัวที่สาธารณะ เป็นโรคประหม่า คือมันผสมๆ กันน่ะค่ะ เคยไปหาหมอโรงพยาบาลและคลินิคแต่ก็ทานยาไม่สม่ำเสมอ เป็นมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ตอนนี้อายุ 24 แล้วค่ะทานๆ หยุดๆ ยาจนตอนหลังหยุดยาไปเป็นปีๆ เพราะทั้งพ่อทั้งเราเองคิดว่าเราจะหายได้ถ้าพยายามปรับและบังคับจิตใจตัวเอง ซึ่งมันผิดสุดๆ เลยล่ะค่ะ เพราะไม่นานมานี้เราเริ่มมีอาการแย่ลง เพราะปัญหาส่วนตัวและปัญหาอย่างอื่นมากระทบทำให้เรากลายเป็นคนขึ้หงุดหงิดง่ายมากๆ เริ่มจะก้าวร้าว มองโลกในแง่ร้าย เริ่มอยากจะหวีดร้องกรี๊ดๆ และทำลายข้าวของกระทั่งเริ่มอยากทำร้ายตัวเอง บางทีก็มีอาการซึมเศร้าสลับกันไป รู้สึกเหงาแต่ไม่อยากออกไปเจอใครที่ไหนเพราะหวาดระแวงกลัวสังคม เป็นแบบนี้เป็นพักๆ มาพักใหญ่แล้ว ทรมานที่สุดเลยค่ะ จนกระทั่งเมื่อวานเรามีปากเสียงกับพ่อของเราเอง จากเรื่องไม่เป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เพราะพ่อเราโมโหที่เรามีอาการแบบนี้(ในขณะที่เป็น การควบคุมตนเองแทบจะทำไม่ได้เลยค่ะ เราพยายามระงับอารมณ์ที่สุดแล้ว แต่ดูเหมือนผลที่ออกมาจะแย่ลงด้วยซ้ำ) เรามีการยื้อยุดฉุดกระชากกับพ่อ แต่พ่อเราแรงเยอะกว่าเรามาก เราก็กรี๊ดๆๆๆ ร้องให้คนช่วย พ่อก็ล็อคแขนเอาไว้แล้วเราก็เริ่มคุ้มคลั่งสุดๆ จนระงับไม่อยู่เราสะบัดไม่หลุดจนเราหันไปกัดข้อมือของพ่อเราเอง วินาทีนั้นรู้สึกว่าสูญเสียการควบคุมสติไปอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะค่ะรู้แต่ว่ายังไงชั้นก็จะไม่ยอมให้ใครมาล็อคตัวไว้แน่นอน ยิ่งแน่นยิ่งดิ้นค่ะ จนเราสบถด่าพ่อตัวเอง ลืมตัวแบบสุดๆ เลย พูดกุพูดเมิง บอกว่าให้เมิงปล่อยกุเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ปล่อยกุจะไม่หยุดดิ้นแน่ ฯลฯ เท่านั้นแหละค่ะพ่อก็โมโหสุดๆ ว่าเดี๋ยวนี้ขึ้นกุขึ้นเมิงเลยเหรอเมิง เก่งนักใช่ไหมงั้นมาลองดูสักตั้งกันใหม ฯลฯ กลายเป็นว่าพ่อเราก็หลุดเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ประกอบกับพ่อก็ไม่เคยเข้าใจโรคของเรามาตั้งแต่ต้นเพราะเขาคิดว่ามันเป็นโรคที่ไร้สาระคนสร้างมันขึ้นมาเอง เลยลุกลามจนทุกวันนี้ สุดท้ายเราก็ดิ้นหลุดจนได้เราก็หนีไปห้องน้ำเพื่อที่จะหลบจากพ่อ(ตอนนั้นรู้แต่ว่าหนีไปให้ไกลๆ พ่อให้ได้แล้วค่อยว่ากัน) เราดันประตูห้องน้ำปิดไปแต่พ่อก็ดันผลักจะเปิด แล้วเริ่มตกใจนึกว่าเราจะเข้าไปฆ่าตัวตายใน้ห้องน้ำ พ่อเราเลยยื่นมือมา(ตอนแรกมองไม่ทัน) เราก็ยังดันผลักประตู ปราฎว่าเรากระแทกประตูใส่พ่อเต็มๆๆๆ เลยล่ะค่ะ เรางี้ช็อค ปล่อยมือ หยุดดันประตู แล้วก็ทรุดตัวลงไปนั่ง ขณะที่พ่อเราร้องลั่นเลยค่ะ โอ๊ยยยย เราก็ทำอะไรไม่ถูก แต่พ่อเราใจเย็นลงแล้วเหมือนสติเริ่มกลับมา พ่อเข้ามาพูดดีๆๆๆๆ กับเรา เขาบอกว่าเขาผิดไปแล้วเขาไม่น่าปล่อยให้เราเป็นแบบนี้เลย น่าจะดูแลให้ดีกว่านี้น่าจะคิดถึงจิตใจเราแต่แรกว่ามันไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย พ่อพยายามกล่อมให้เราออกมาจากห้องน้ำให้ออกมานั่งดีๆ แล้วคุยกัน สรุปคือคุยกันนานมากๆ เลยเรื่อง นี้ จนเราสติสตังกลับคืนมา ก็แทบอยากจะฆ่าตัวตายตรงนั้นเลยพอสำนึกได้ว่าเพิ่งทำเวรทำกรรมหนักหนานัก ถึงแม้จะเป็นเพราะโรคประจำตัว แต่เราก็รู้สึกแย่มากๆ ไม่อยากอยู่เลย แต่พ่อบอกว่าพ่ออภัยทุกอย่างและเข้าใจ อยากให้ค่อยๆ เริ่มต้นรักษากันใหม่ พอดีแถวบ้านมีคลินิคหมอจิตประสาท เย็นวันนั้นก็เลยไปคลินิคกันแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟัง เขาบอกว่านี่คือบทเรียนราคาแพงสำหรับการปล่อยปละละเลยโรคที่คิดว่าไม่ร้ายแรง จนไม่ยอมรักษาแต่แรกและกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ทำให้รบกวนการใช้ชีวิต ต่อไปคุณภาพชีวิตอาจจะแย่ลงเรื่อยๆ และสภาพจิตใจก็เช่นกัน อาจจะรักษาได้ยาก แต่หมอบอกว่าเรายังโชคดีที่ยังมีสติในสถานการณ์ปกติ หมอบอกว่ามันเป็นอาการทางประสาท ไม่ใช่โรคจิต เราเลยพอรู้ตัว และยังมีโอกาสหายเป็นปกติถ้าทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างเอาใจใส่และเข้าใจแต่สำหรับเราแล้ว ณ ตอนนี้ ยิ่งรู้สึกแย่มากกว่าเดิมอีกค่ะหลังจากไปหาหมอแล้ว เพราะว่าเรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันเลวร้ายสุดๆ เลย ปกติเราเป็นคนที่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมากๆ และพอตนเองมาสร้างกรรมหนักเสียเองกับพ่อแท้ๆ แบบนี้ มันทำให้หมดกำลังใจหลายๆ อย่างเลย อีกใจนึงก็อยากหายดีเป็นปกติจะได้ไม่ทำอะไรเลวๆ ซ้ำรอยเดิมอีก แต่อีกใจนึงก็รู้สึกผิดกับเหตุการณ์วันก่อนจนไม่อยากจะทำอะไรแล้ว

เราไม่รู้ว่า ณ เราควรจะเริ่มจากตรงไหนดีค่ะ แก้ที่กรรมก่อนหรือแก้ที่โรคก่อน(หมอให้ยา แนะนำการปฏิบัติตนทั้งเราเองและพ่อค่ะ และนัดเจออีก 2 อาทิตย์ด้วย) เราสับสนมาก ขอความกรุณาอย่าลบกระทู้เลยนะคะหรือจะช่วยโพสให้ที่ห้องศาสนาก็จะถือเป็นบุญคุณมากๆๆ เลยค่ะ ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาตอบนะคะ
จากคุณ : บาปหนา


คำแนะนำของผม
สิ่งสำคัญคือ แก้โรคก่อนครับ หลังจากแก้เสร็จค่อยทำความดี เป็นลูกที่ดีของท่าน

กรรม มันแก้ไม่ได้อะครับ มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเราจะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำก็ตาม ก็ถือเป็นกรรม แต่เราทำได้คือ หนีกรรม และไม่สร้างกรรมใหม่อีก แต่คุณจะหนีกรรมไม่ได้ถ้าอาการคุณยังไม่ดีขึ้นจริงไหมครับ

จริง ๆ แล้วถ้าอาการดีขึ้นแล้ว คุณพ่อก็สบายใจ หายห่วง นี่ก็เป็นกรรมดีอย่างนึงนะครับ

สรุป ไปขอขมาท่าน แล้วรักษาตัวให้หาย ไม่ต้องไปคิดแก้กรรม (อดีตไม่เคยมีใครแก้ได้สักคน) พอหายแล้วค่อยทำความดีสุด ๆ ครับ

Tuesday, February 17, 2009

ฆ่ากุ้งกิน บาปไหม?

~...ฆ่ากุ้งเป็น ๆ บาปไหมคะ...~
คือเมื่อวานนี้เป็นวันพระ แล้วไปนั่งกินอาหารซีฟู๊ด+หมูกะทะกับเพื่อน ๆ มา แล้วมันมีเตาให้เผากุ้งนะคะ แต่ต้องฆ่ากุ้งเองนะคะ ก็เลยอยากทราบว่า การฆ่ากุ้งเพื่อกินเนี้ย บาปไหมคะ...

ความเห็น
ศึกษาจากข้างล่างนะครับ คงได้คำตอบครับ ไม่อยากพูดให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าไม่สบายใจก็อโหสิกรรมให้ผมด้วยครับ ไม่มีเจตนาแบบนั้น เพียงแต่พยายามจะตอบเจ้าของกระทู้
องค์ประกอบของอกุศลกรรมบถ ในการฆ่าสัตว์มี ๕ ประการ คือ

๑. สัตว์มีชีวิต
๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓. มีจิตคิดจะฆ่า
๔. พยายามฆ่า
๕. สัตว์นั้นตายลงเพราะความพยายามนั้น

การทำบาปที่เข้าลักษณะ ๕ ประการ ชื่อว่า เป็นการทำบาปที่ครบองค์แห่งปาณาติบาต จะเป็นสัตว์ที่เป็นอาหาร หรือ สัตว์ที่ไม่เป็นอาหาร เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ก็ตาม ล้วนเป็นบาปทั้งสิ้น

ข้อมูล
http://www.buddhism-online.org/Index1.htm

Saturday, February 14, 2009

ข้อคิดในการทำงาน



"การทำงาน อุดมการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับตัวท่านเนี่ย ขยัน ท่านต้องขยัน เพราะมันเป็นคุณธรรม นะเป็นจริยธรรม เป็น MQ (moral quotient) ต้องขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน ทำไปเถอะครับ เพราะทำแล้วมันได้ทุกที ทำแล้วไม่สั่งสมไม่มี เพราะฉนั้นท่านต้องขยัน ซื่อสัตย์ อดทน ก็หน่วยงานนี้ สังคมนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้ชีวิตท่านอยู่รอดทุกวันนี้ ถ้าท่านขี้เกียจ สังคมเราก็แย่ สังคมเราก็ไม่งอกงาม เราต้องขยัน เราต้องซื่อสัตย์ ถ้าทุกคน take จากสังคม พยายามเบียดเบียนจากสังคม สังคมนี้อยู่ได้ไหมครับ ท่านต้องซื่อสัตย์นะครับ ขณะเดียวกันอดทน อดทนมันก็เป็นขันติบารมีอ่ะ ดังนั้นการทำงานจะต้องขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน ท่านทำไปเถอะครับ ไม่สูญเปล่า เดี๋ยวมันจะกลับมาหาท่านเอง และทำด้วยวิธีการอันเลิศ อย่าไปหวังผลเลิศครับ ถ้าหวังผลเลิศเสร็จเลยครับ พอมันไม่ได้เลิศแล้วซวยเลย แต่ถ้าเราคิดด้วยวิธีการอันเลิศแล้วทำไปเถอะครับ ผลเลิศมันปรากฏ คนฉลาดเค้าจะไม่หวังผลเลิศ แต่คนฉลาดเค้าจะใช้วิธีการอันเลิศในการทำงาน แต่ละคนมีแนวทางเป็นของตัวเอง ทำให้ดีที่สุด นั่นแหละครับเป็นวิธีการอันเลิศ ท่านอย่าไปหวังผลเลิศ มันผิด มันจะไม่ได้หรอก แต่ถ้าท่านวางวิธีการอันเลิศ แล้วทำไปเลย ผลเลิศมันจะเกิดขึ้น...

สุดท้ายในการทำงาน...ทำงานเพื่องาน โอโห้ถ้าใครมองตัวนี้ออกนะ นั่นคือสุดยอดของการทำงาน ทำงานแล้วงานมันเกิดขึ้น ทำงานเพื่องาน ทำงานแล้วงานมันเกิดขึ้น ทำงานแล้วงานมันเกิดขึ้น ทำงานแล้วงานมันเกิดขึ้น ท่านจะอิ่ม เรียกว่าอิ่ม จะมีความสุขกับการทำงาน ไม่ใช่ท่านจำเป็นต้องทำงาน บางคนเนี่ย "เมื่อไหร่มันจะหมดเวลาสักที เมื่อไหร่มันจะหมดเวลา เมื่อไหร่มันงานนี้มันจะยุติ" ไอ้อย่างนี้อย่าไปทำเลยครับ มันทำลายตัวเองอีก แต่ถ้าทำงานเพื่อให้งานมันเกิดขึ้น เพื่อให้งานมันเกิดขึ้น แล้วอย่าไปหวังอะไรนะครับ โอโห้ชีวิตจิตใจมันจะอยู่กับงาน และมีความสุขกับการทำงาน..."


-- ดร. สนอง วรอุไร

คุณเคยโกรธใครสักคนไหม

คุณเคยโกรธใครสักคนมั้ย เราโกรธเพียงเพราะเขาทำตามกิเลสตัวเอง แต่เราสิ ทำตามกิเลสตัวเองยังไม่พอ ยังเที่ยวส่งใจไปบังคับให้เขาทำตามกิเลสเราอีกต่างหาก

จาก เข็มทิศชีวิต

รักโดยไม่เอากิเลสเราเป็นตัววัด

ตั้งแต่เกิด มนุษย์ต้องการความรัก ความรักทำให้เรามีความสุข แต่การรักไม่เป็นก็ทำให้มีความทุกข์ ตัวปัญหาก็คือตัวเดิม คือใจของเราที่มีความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นอย่างใจเรานั่นเอง

เมื่อไหร่ที่เรารักคนด้วยใจที่มีหลุม เราทำทุกอย่างให้เขา เพราะต้องการการสนองตอบมาเติมหลุมในใจเรา เป็นความรักที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ใช้กิเลสของเราเป็นตัววัด เมื่อไรที่การตอบสนองของเขาไม่ได้อย่างใจเรา อย่างที่ความโหยหาในใจเราต้องการ เรากน้อยใจ หงุดหงิด ขุ่นเคือง หนักเข้าก็แสดงออกเป็นการกระทำ คำพูด ที่ไม่เอื้อให้ชีวิตเรางอกงามเลย

ในทางตรงกันข้าม หากเราสังเกตเห็นหลุมเห็นความอยากในใจเราแล้วเราดับได้ด้วยตัวเอง การกระทำของเราก็จะมาจากความปรารถนาดีจริงๆ เป็นความรักที่เป็นอิสระ ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ทำให้เป็นทุกข์ และไม่เป็นภาระให้คนที่เรารักต้องแบก เป็นความปรารถนาดีด้วยใจที่อิ่มเต็ม เป็นการแสดงความรักโดยไม่มีความอยากกำกับ มีกระแสของความสุขที่คนอื่นรับรู้ได้

ความรักที่เต็มไปด้วยความอยาก เป็นความรู้สึกที่แข็ง มีความขุ่น ความโกรธ ความไม่พอใจ และความคาดหมายเจือปนอยู่ตลอดเวลา เหมือนเราสร้างกรงของความทุกข์ไว้ขังตัวเอง แล้วเราก็เฝ้าสงสัยว่า ทำไมความรักของเราจึงไม่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมั่นคงอย่างแท้จริงได้


จากเข็มทิศชีวิต 1

Saturday, February 7, 2009

อริยมรรค 8

สุภัททะ: "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอกราบทูลถามว่า บรรดาคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นเจ้าลัทธิที่หมู่ชนเป็นอันมากยกย่อง ท่านเหล่านั้นตรัสรู้ตามคำสอนของตนหรือไม่ อย่างไรพระเจ้าค่ะ"

พระพุทธเจ้า: "อย่าเลยสุภัททะ ข้อที่ถามนั้นงดเสียเถิด เราจักแสดงธรรมแก่เธอ ขอจงฟังธรรมนั้น แล้วใส่ใจให้ดี ลัทธิอื่นลัทธิใดมิได้เจริญอริยมรรคมีองค์แปด ลัทธินั้นย่อมว่างจากสมณะผู้รู้ แต่หากลัทธินั้นเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 แล้ว ลัทธินั้นจักมีผู้รู้อย่างเราเช่นกัน"

ได้ฟังอย่างนี้เลยไปหามาว่าอริยมรรค 8 มีอะไรบ้างครับ ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=crimsonking&date=27-11-2007&group=8&gblog=1
------------------------------------------------------
มรรคมีองค์8 และ อริยมรรคมีองค์8

มรรคมีองค์ 8
หนทาง ให้ถึงความดับไม่เหลือทุกข์

อันประกอบด้วย 8 อย่าง คือ
1 ความเห็นชอบ
2 ความดำริชอบ
3 วาจาชอบ
4 การงานชอบ
5 อาชีวะชอบ
6 ความเพียรชอบ
7 ความระลึกชอบ
8 ความตั้งใจมั่นชอบ

1 ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) เป็น (ปัญญา)

ความรู้ในทุกข์ (เห็นในพระไตรลักษณ์)
ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
ความรู้ในหนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด
เรียกว่า รู้ อริยสัจจ์ 4

2 ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เป็น (ปัญญา)

ความดำริในการออก(จากกาม)
ความดำริในการไม่พยาบาท
ความดำริในการไม่เบียดเบียน

3 วาจาชอบ (สัมมาวาจา) เป็น (ศีล)

การเว้นจากการพูดเท็จ
การเว้นจากการพูดยุยงให้แตกกัน
การเว้นจากการพูดหยาบ
การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

4 กระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ) เป็น (ศีล)

การเว้นจากการฆ่าสัตว์
การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
การเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

5 เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) เป็น (ศีล)

อริยสาวกในศาสนานี้ละมิจฉาชีพเสีย
สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ

6 เพียรพยายามชอบ (สัมมาวายามะ) เป็น (สมาธิ)

เพียรพยายาม ตั้งจิต ประคองจิต ไม่ให้เกิด อกุศลธรรม
เพียรพยายาม ตั้งจิต ประคองจิต อกุศลธรรมที่เกิดแล้ว ให้ละเสีย
เพียรพยายาม ตั้งจิต ประคองจิต ให้เกิด กุศลธรรม
เพียรพยายาม ตั้งจิต ประคองจิต กุศลธรรมที่เกิดแล้ว ให้เจริญยั่งยืน ไม่เลอะเลือน

7 ความระลึกชอบ (สัมมาสติ) เป็น (สมาธิ)

พิจารณาเห็น กายในกาย อยู่เสมอ
พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนา อยู่เสมอ
พิจารณาเห็น จิตในจิต อยู่เสมอ
พิจารณาเห็น ธรรมในธรรม อยู่เสมอ
มีความเพียรเผาบาป
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ
นำความพอใจและความไม่พอใจในโลก ออกเสียได้
เรียกว่า ให้พิจารณา สติปัฏฐาน 4 (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ)

8 ความตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) เป็น (สมาธิ)

เพราะ สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย (วิเวก ) ย่อมเข้าถึง
ฌานที่หนึ่ง อันมี วิตก วิจาร ปิติ สุข
วิตก วิจาร หมดลง เข้าถึง
ฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายในให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ ปิติและสุข
ปิติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึง

ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า
"เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม" ได้เสวยสุขด้วยนามกาย
เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน ย่อมเข้าถึง
ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะจิตวางเฉย(อุเบกขา)แล้ว
จิตเป็น เอกัคคตา (หนื่งเดียว)

สังเกตุ ว่า มรรคมีองค์8 คลุมทั้ง ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์4 สติปัฏฏฐาน4 สัมมัปปธาน4
------------------------------------------------------