(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Sunday, February 22, 2009

พละ 5: กำลังของใจ เครื่องทำให้ใจมีกำลัง

วันนี้จะเทศน์เรื่อง กำลัง กำลังมีสองอย่างคือ กำลังกายและกำลังใจ หรือที่เรียกกันว่า พลังๆ กำลังกายเราบำรุงให้เจริญแข็งแรงได้ด้วยบำรุงสุขภาพพลานามัยดี จึงค่อยมีกำลังเรี่ยวแรงแข็งขันขยันทำมาหากินเลี้ยงชีพ ทำการงานทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญงอกงาม ส่วนกำบังใจเป็นของมองเห็นได้ยาก มันต้องมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังทีเดียว ที่เรียกว่า พละ ๕ สำหรับบำรุงใจ พละ ๕ นั้นมิใช่ตัวกำลังทีเดียว มันเป็นเครื่องทำให้ใจมีกำลัง จะอธิบายถึงเรื่องกำลังของใจ ซึ่งไม่บำรุงโดยการให้อาหารเหมือนกับร่างกาย แต่บำรุงด้วยพละ ความเชื่อ เป็นกำลังใหญ่โต วิริยะ พละ ความเพียรก็เป็นกำลังอันหนึ่ง สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ก็เป็นกำลังอันหนึ่ง สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ก็เป็นกำลังของใจแต่ละอย่าง ๆ ธรรมทั้งห้าอย่างประกอบกันเข้าแล้วทำให้ใจมีพลังแก่กล้า สามารถที่จะทำให้มรรคผลนิพพานลุล่วงไปได้เหมือนกัน สามารถที่จะละกิเลสบาปธรรมทั้งปวงได้ ถ้าหากว่ามีครบมูลบริบูรณ์แล้ว เชื่อได้เลยว่าเป็นอันสำเร็จประโยชน์ตามที่ต้องการ ที่พูดถึงกันโดยส่วนมากว่า บารมีไม่พอ บุญวาสนาน้อย บารมีน้อย ก็เกิดจากพละนี่เอง คือพละนี่แหละน้อย

ศรัทธาพละ
ความเชื่อ เชื่อแน่วแน่ในคุณงามความดี ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครคนอื่นรับแทนได้ ตนทำตนต้องได้รับผลประโยชน์อันนั้นแน่นอน ตั้งต้นตั้งแต่ทำทาน มีพลังเต็มที่ สามารถที่จะสละสิ่งของๆ ตนที่มีอยู่ให้จาคะบริจาคไปได้ ไม่ว่าสิ่งอันนั้นจะเป็นของมากของน้อยย่อมสละได้ เมื่อเป็น เช่นนั้นแล้ว จงบำรุงรักษาให้เจริญงอกงาม ยินดีพอใจกับการทำทานอันนั้นให้แก่กล้าเสียก่อน อย่าไปเห็นว่าของเล็กน้อยของต่ำตื้น ให้มันมีกำลังเต็มที่เสียก่อน เราจะเอาศรัทธานั้นไปใช้ในทางอื่นอีกต่อไป คนประมาทดูถูกศรัทธาเลยไม่กล้าทำความดีต่อไปได้ ทีหลังศรัทธาที่จะเกิดใน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เลยหมดไป ครั้นศรัทธาในการที่จาคะบริจาคไม่มีแล้ว บุญอันนั้นก็หมดไปเหมือนกัน ศรัทธาในการรักษาศีล ก็ให้แน่วแน่ให้เต็มที่ในการรักษาศีล จะเป็น ศีล ๕ ศีล ๘ กรรมบถ ๑๐ อะไรต่างๆ ก็ขอให้แน่วแน่ อย่าไปหวังศีล ๒๒๗ อย่างพระภิกษุเลย ถึงศีล ๒๒๗ ก็ตามเถิดถ้าไม่เชื่อมั่น ศรัทธาไม่แน่วแน่เต็มที่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร สมาธิก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าได้สมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อะไรต่าง ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยไม่ยินดีพอใจก็เลยทำสมาธิไม่ได้ทีหลัง เมื่อสมาธิมีแล้ว เล็กน้อยก็ชั่ง พอใจยินดีกับสมาธิอันนั้นแหละตั้งใจมั่นขยันหมั่นเพียรในสมาธินั้นให้มันเต็มที่ มันค่อยเลื่อนไหลขึ้นไปเองหรอก ปัญญาก็เหมือนกันถ้าหากว่าเราเกิด อุบาย ปัญญาอะไรขึ้นมานิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตาม เกิดจะรู้อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตาม ถ้าไม่ตั้งใจพิจารณาอันนั้น ไม่ประกอบศรัทธาอันนั้นให้แก่กล้า ไม่แน่วแน่เต็มที่มัน ก็ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนกัน การที่ทำอะไรหละหลวมก็เพราะเหตุไม่มีศรัทธานั่นเอง และที่ทำอะไรไม่แน่วแน่เต็มที่ก็เพราะไม่มี ศรัทธา เหมือนกัน จงให้รู้เรื่องศรัทธาของเราเสียที เราพลั้ง ๆ เผลอ ๆ หลง ๆ ลืม ๆ คือเราไม่แน่วแน่เต็มที่ นั่นคือศรัทธาของเราไม่เต็มที่ ศรัทธามันขาดตรงนี้แหละ เหตุนั้นจงพากันบำรุงศรัทธาอย่างอธิบายมานี้ให้แก่กล้า ให้เป็นขั้นเป็นตอน ให้ศรัทธาอันนี้งอกงามเสียก่อน เจริญเต็มที่เสียก่อน เมื่อศรัทธามีแล้ว วิริยะ ความเพียรมันวิ่งเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเป็นกำลังเลย ขยันหมั่นเพียรประกอบกิจต่าง ๆ เช่นทำบุญทำทานหมั่นเพียรแสวงหาสิ่งที่จะต้องนำมาทำบุญทำทาน แสวงหามาได้ก็คิดถึงการทำทาน นี่ศรัทธามันสนับสนุนช่วยเหลืออย่างนี้


วิริยะพละ
ความเพียรนั้น เพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อมีศีลก็พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด ทีแรกก็รักษาได้เป็นครั้งเป็นคราว เพียรพยายามนาน ๆ เข้าให้มันชำนิชำนาญ ให้มันคล่องแคล่ว ให้มันชิน ให้มันเคย ให้มันคุ้นเคยกับศีล มันก็เป็นศีลสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมาไม่ว่า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็เหมือนกัน เรารักษาศีลให้มันคิดถึงเรื่องศีลของตนว่าข้อไหนบกพร่อง ข้อไหนบริบูรณ์ ผู้ไม่คิดถึงศีลเลย มีของดีแล้วได้ของดีแล้วแต่ไม่เห็นความดีของ ๆ ดีนั้น ก็อย่างโบราณท่านว่า เหมือนกับลิงได้แก้ว เหมือนกับไก่ได้เพชรได้พลอย สู้เม็ดข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่ได้ ขอให้พยายามให้มันเห็นคุณค่าของศีลคุณค่าของปัญญา คุณค่าของสมาธิก็เหมือนกัน เราทำสมาธิได้ นิด ๆ หน่อย ๆ มันก็ดี อักโขแล้ว คิดถึงเรื่องเก่าที่เราไม่เคยทำสมาธิ ไม่เคยมีสมาธิเลย สมาธิอันนี้มันมีขึ้นมา อายุขนาดนี่แล้วได้สมาธิ สองครั้งก็ยังดีที่เราเห็นตัวสมาธิ พวกที่ไม่ได้นั้นมากมายเหลือหลาย อายุล่วงไป ๆ ไม่ทราบว่ากี่วันกี่คืนกี่เดือนแล้ว มันมีสมาธิขึ้นเท่านี้ก็ดีแล้ว มันเป็นสมาธิทำให้เกิดความเพียรพยายาม พยายามทำอยู่นั่นแหละวันหนึ่งต้องได้แน่นอนพละมันเป็นกำลังให้เกิดได้ทีเดียว

สติพละ
สติ จดจ่อตั้งมั่นอยู่ในเรื่องนั้น ๆ มีศรัทธาวิริยะแล้วอายที่จะหลงเหลวไปได้ เชื่อไปในสิ่งที่ไม่ถูกก็มีเพียรพยายามในสิ่งที่ผิดก็มี เชื่องมงายไปในสิ่งที่ผิดๆ ถ้าหากสติไม่ควบคุมไว้ได้ สิ่งนั้นควรหรือไม่ควร สิ่งนั้นผิดหรือถูก ๆ ต้องตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ฟังคำครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนตักเตือนมันตรงกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องมีสติควบคุมระวังอย่างนี้ จึงจะเดินถูกทาง โดยส่วนมากมีแต่ศรัทธา มีศรัทธาก็ต้องมีวิรติยะวิ่งเข้ามาสนับสนุน มากทีเดียวที่เห็นผิด ๆ ทำผิดแล้วคนอื่นก็ไม่สมารถที่จะตักเตือน ได้เสียด้วยความดื้อรั้นว่าตนทำถูก คนอื่นไม่ถูกไม่เหมือนกับตน ศรัทธามันแรง วิริยะก็มาก ใครไม่มากเท่าเรา ๆ คนเดียวเป็นคนมากกว่าเพื่อนหมด ผู้มีสติเดินเสมอภาคไม่เอนเอียงข้างโน้นข้างนี้ เรียกว่า มัชฌิมาปฎิปทา ไม่ดื้อรั้น ธรรมดาผู้ที่มีสติแล้วไม่ถือว่าดีทั้งนั้นคนเรามันไม่ดีทั่งหมดหรอก เหตุนั้นจึงต้องระมัดระวังคอยสังเกตุ สังกา คอยฟังคนอื่นตักเตือนแนะนำสั่งสอน คนไม่มีสติ มีแต่ศรัทธา มีแต่ความเพียรแล้วไปใหญ่โต ใครทั้งหมดสู้ตนไม่ได้ อาตมาจึงพูดอยู่เสมอว่า “คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโสหรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือคนโง่” คนฉลาดไม่ถือตัว อันนี้เป็นสติ


สมาธิพละ
เป็นพลังใหญ่ที่สุด ศรัทธา วิริยะ สติ มันต้องรวมมาเป็นสมาธิเสียก่อน ถ้าไม่รวมเป็นสมาธิมันเตลิดเปิดเปิงใหญ่โต พระพุทธศาสนาของเราสอนไปไหนก็สอนเถอะ ถ้าไม่เข้ามาถึงพระพุทธศาสนา มันต้องรวมเข้ามาถึงใจแล้วไม่ถึงพระพุทธศาสนา มันต้องรวมเข้ามาถึง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมดในโลกนี่ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ต้องมีที่รวมเป็นจุดเหมือนกัน การทำมาหากินทุกสิ่งทุกประการ ค้าขาย ทำราชการบ้านเมืองอะไรต่าง ๆ จุดรวมก็คือมาเลี้ยงตัว จุดรวมก็คือหาเงิน ๆ แล้วก็รวมเข้ามาเอาเงินใส่ถุงไว้ ทำไร่ทำนาสาโททุกสิ่งทุกประการ กสิกรรมกสิกรทุกอย่างก็ต้องมารวมที่ลานข้าวแล้วก็ยังไม่แล้วยังต้องเอามารวมกันขึ้นยุ้ง เอาไปสี ไปซ้อม เอามาหุงมาต้ม เอามารวมลงในปากในท้องนั่นแหละหมดเรื่อง มันต้องรวมลงซีมันจึงค่อยถูก พระพุทธศาสนาสอนกว้างขวาง ถ้าหากไม่รวมลงเป็น สมาธิมันก็ไม่ถูกไม่ถึงแก่นศาสนา อาตมาจึงพูดอยู่เสมอว่า พระพุทธศาสนานี้สอนมีจุดที่รวมได้ มีที่สุด หมดสิ้นสงสัย หมดเรื่อง ไม่เหมือนวิชาชีพอื่นเขาสอนไม่มีที่สิ้นสุด อย่างสอนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามประการนั้น มารวมลงเป็นอันหนึ่งอันเดียว ธรรมทั้งหลายรวมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมลงที่ความไม่ประมาทอันเดียว มรรค คือทางดำเนินไปให้ถึงมรรคผลนิพพาน ก็มารวมลงที่ มรรคสมังคี อันเดียว มันรวมลงที่จุดนี้ จึงว่าพระพุทธศาสนาสอนถึงที่สุด แต่บุคคลผู้ทำนั้นอีกอย่างหนึ่ง ผู้ทำตามนั้นทำไม่ถึงที่สุด จึงจำเป็นต้องทำบ่อย ๆ กว่ามันจะถึงที่สุดนั่นแหละ นั่นเรียกว่า สมาธิ


ปัญญาพละ
ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารร่างกายของตนเห็นอะไร เอากระจกมาส่องดูก็ได้หรอก หน้าตาของเรานี่ละไม่ต้องไปส่องคนอื่น มันเห็นของแก่ ของเฒ่า ของชำรุดทรุดโทรม เหี่ยวแห้ง อันนี้มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเท่านี้ก็เอาละ ไม่ต้องเห็นอื่นไกลพยายามให้เห็นอยู่อย่างนั้นเสมอเพียรพยายามอยู่ตลอดเวลา มันหากจะมีวันหนึ่งเมื่อความเพียรเพียงพอแล้ว ถ้าหากว่ามันไม่มี เท่านั้นก็เอา เพราะเหตุที่คนจะเห็นความแก่ความชำรุดทรุดโทรม ความเสื่อมความสิ้นของสังขารไม่ใช่ของง่าย ๆ บางทีจนหนุ่ม จนสาว จนเฒ่า จนแก่ ก็ไม่เคยเห็นเลย แก่จะตายแล้วก็ยังมัวเมาอยู่ว่าเป็นหนุ่มเห็นสาวอยู่ร่ำไปอย่างนั่นก็มี เห็นถมไปในบ้านเมืองของเรา ผู้ที่มามองเห็น ความแก่ ความชรา ความชำรุดทรุดโทรมนั้น นับว่าดีที่สุด เห็นหนทางที่จะหลุดพ้นได้ทางเดียวเท่านั้น

อันนี้ เรียกว่า วิริยะพละ คือความเพียร

ขอย้อนกลับมาหาของเก่าอีก ตั้งแต่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่เกิดสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีศรัทธา ไม่มีวิริยะ ศรัทธา ขั้นนั้นไม่ใช่ศรัทธาวิเศษวิโสอะไร หรอก ปัญญาในขั้นทำทานมีอุบายปัญญาที่จะแสวงหาของมาทำบุญ เรียกว่า ปัญญาเหมือนกัน จิตจะรวมได้ก็เพราะปัญญา จะเป็นสมาธิได้ เพราะปัญญา ปัญญาพวกนั้นยังอ่อนรวมทั้งหมดเรียกว่าปัญญาทั้งนั้นแหละ ถ้าปัญญาชั้นสูงเป็น วิปัสสนาปัญญา เอาไว้อีกตอนหนึ่ง ต่างหาก อันปัญญาที่กล่าวมานี่แหละเป็นปัญญาควรบำรุง ที่เรียกว่าปัญญาพละ ๆ อันนั้น แหละ

พละ ๕ นี้แหละบำรุงให้ใจมีกำลังเข้มแข็งกล้าหาญสามารถที่จะทำสมาธิ สามารถที่จะให้เกิดปัญญาอุบายอันยิ่งใหญ่และสามารถทำให้ลุล่วงมรรคผลนิพพานได้ ถึงนิพพานโน่นแหละ พละมันถึงนิพพาน การบำรุงร่างกายให้สุขภาพอนามัยดีมีพลังงานก็เพียงแค่ตายเท่าเท่านั้นแหละ หมดเท่านั้น ส่วน พละ เครื่องบำรุงกำลังใจนี่ มีพลังแก่กล้าสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน กายนี่ตาย ไม่ตาย ก็ถึงนิพพานได้ นี่แหละพระธรรมเทศนาที่แสดงมาพอสมควรแก่กาลเวลาด้วยประการฉะนี้

ข้อมูล www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum75.html

No comments: