(c) 2006-2010. เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง. All Rights Reserved. คุณสามารถคัดลอก (copy) ข้อความในเว็บนี้ไปโพสต่อได้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เครดิตกับเจ้าของบลอกด้วยการโพสบอกที่มาของข้อความด้วยการโพสข้อความนี้ท้ายบทความ ตัวอย่างเช่น "บทความนี้มาจาก http://seeddhamma.blogspot.com/ โดยเมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง" ::: หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเจ้าของบลอกได้ที่ in.dialogue@yahoo.com ครับ

Saturday, January 31, 2009

อภัยราชกุมารสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓)

วันก่อนนั่งนึกไปมาว่าเวลาพูดหรือว่าให้คำแนะนำใครเนี่ย จะทำยังไงดี เวลาไหนควรพูดอะไร หรือเวลาไหนควรนิ่ง ก็เลยไปหาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้ว่ายังไง ก็ได้คำตอบครับ เลยเอามาแบ่งกัน -- เอามาจากวิกินะ

จาก อภัยราชกุมารสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓)

ตถาคต... ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น


ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น


อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น



สรุปง่าย ๆ ก็คือ
1. พูดทุกอย่างต้องคิด แม้ว่าเรื่องนั้นจะจริง มีประโยชน์ และถูกกาล คือมีสติตลอดเวลา
2. ถ้าไม่จริง และ/หรือ ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ควรพูด


แต่ถ้าพูดไปจริง ๆ แล้วไม่อยากจำมาก ก็จำแค่ว่ามีสติตลอดเวลาก็พอแล้ว

สำหรับบางคนที่สติยังไม่แกร่งพอยังต้องการหลัก ผมว่าหลักของสัมมาวาจา 4 ข้อก็น่าจะพอ
1. การงดเว้นจากการพูดเท็จ
2. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
3. งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
4. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

ทั้ง 4 ข้อนี้คล้าย ๆ กับวาจาสุภาษิต (คือ "วาจาที่ไม่มีโทษ") แต่ในวาจาสุภาษิตจะมีอีก 1 ข้อเพิ่มมาคือ (5.) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต ครับ

No comments: