จาก อภัยราชกุมารสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓)
ตถาคต... ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น
สรุปง่าย ๆ ก็คือ
1. พูดทุกอย่างต้องคิด แม้ว่าเรื่องนั้นจะจริง มีประโยชน์ และถูกกาล คือมีสติตลอดเวลา
2. ถ้าไม่จริง และ/หรือ ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ควรพูด
แต่ถ้าพูดไปจริง ๆ แล้วไม่อยากจำมาก ก็จำแค่ว่ามีสติตลอดเวลาก็พอแล้ว
สำหรับบางคนที่สติยังไม่แกร่งพอยังต้องการหลัก ผมว่าหลักของสัมมาวาจา 4 ข้อก็น่าจะพอ
1. การงดเว้นจากการพูดเท็จ
2. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
3. งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
4. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
ทั้ง 4 ข้อนี้คล้าย ๆ กับวาจาสุภาษิต (คือ "วาจาที่ไม่มีโทษ") แต่ในวาจาสุภาษิตจะมีอีก 1 ข้อเพิ่มมาคือ (5.) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต ครับ
No comments:
Post a Comment